จุดคอขวดอีกแห่ง นอกเหนือจาก ‘ฮอร์มุซ’
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
สงครามอิหร่านในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงโดยเร็ววัน ทำให้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงนํ้ามันดิบสำคัญจากภูมิภาคตะวันออกกลางสู่เอเชียและอีกหลายประเทศทั่วโลกสะดุดหยุดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะนั่นคือเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบเกือบ 21 ล้านลิตรที่จู่ ๆ ก็หายไปจากตลาด เช่นเดียวกับอีกราว 1 ใน 5 ของก๊าซธรรมชาติเหลวที่ทั่วโลกใช้เป็นพลังงานหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า
ก่อนที่ทุกอย่างจะปรับตัวดีขึ้น สัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ด้านการค้าและพลังงานของโลกอาจเลวร้ายลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ได้อีกมากก็เกิดขึ้น เมื่อปรากฏว่ากบฏฮูตี พันธมิตรของอิหร่านในเยเมน บุกเข้ายึดครองดินแดนเพิ่มเติมใกล้เคียงกับบับเอลมันเด็บ (Bab el-Mandeb) ช่องแคบยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งในบริเวณทะเลแดง การกระทำนี้ไม่เพียงเพิ่มมิติใหม่ให้กับสงครามอิหร่านเท่านั้น ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจของทั้งโลกได้อีกด้วย
ความเคลื่อนไหวของฮูตีส่อให้เห็นชัดเจน ว่าต้องการที่จะจำกัดการลำเลียงน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบแห่งนี้ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด และยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในสถานการณ์ที่ปราศจากช่องแคบฮอร์มุซแล้วเช่นนี้ ในเดือนกันยายน 2026 ราว 2 เดือนหลังจากฮูตีประกาศปิดกั้นซาอุดีอาระเบียทางทะเลโดยสมบูรณ์ไป หลังจากทางการซาอุดีอาระเบียหันมาใช้ช่องแคบแห่งนี้ในการเข้าถึงตลาดน้ำมันโลก
วิธีการที่ฮูตีนำมาใช้ก็คือ ใช้กำลังเข้ายึดเมืองท่าทางยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียอย่างโมคาห์ กับเกาะเล็กเกาะน้อยหลายเกาะใกล้ ๆ กับบับเอลมันเด็บ ขยายอำนาจการควบคุมของกองกำลังของตนเหนือแนวชายฝั่งทะเลแดงของเยเมนทั้งหมด ห้ามเรือติดธงอิสราเอลหรือประเทศใด ๆ ที่เชื่อมโยงกับอิสราเอลแล่นผ่านน่านน้ำนี้เด็ดขาด โดยอ้างว่าฝ่ายตนจะถือว่าเรือที่ละเมิดนั้น “เป็นเป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรม”
ทะเลแดงเป็นช่องทางน้ำขนาดเล็กและแคบอยู่ระหว่างทวีปแอฟริกาตอนเหนือด้านหนึ่งกับคาบสมุทรอาหรับอีกด้านหนึ่ง ถือเป็นเส้นเลือดสำคัญสำหรับการเดินเรือพาณิชย์ของโลก แต่ละปีเรือสินค้าเดินสมุทรราว 12-15 เปอร์เซ็นต์ของเรือสินค้าทั้งโลก พร้อมสินค้ามูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์จะแล่นผ่านช่องทางน้ำเส้นนี้ ที่เป็นส่วนขยายจากคลองสุเอซในตอนเหนือเชื่อมต่อกับช่องแคบบับเอลมันเด็บทางตอนใต้สุด
ผู้เชี่ยวชาญในวงการค้าเชื่อว่า หากมีการขัดขวางเส้นทางนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกองกำลังฮูตีซึ่งมีศักยภาพเพียงพอ จะส่งผลให้ห่วงโซ่ซัพพลายเกิดการล่าช้า ส่งผลให้ราคาถีบตัวสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลกไปโดยปริยาย
“คลารา กิลเลสพี” ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและพลังงานระบุว่า ในกรณีนี้ไม่ได้เป็นเพราะว่ามีน้ำมันดิบในปริมาณมหาศาลต้องผ่านเส้นทางนี้ แต่การสูญเสียการรับประกันความปลอดภัยในการผ่านเส้นทางบับเอลมันเด็บ รวมทั้งทะเลแดงโดยรวมทั้งหมดต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ กรณีนี้จะยิ่งทำให้ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดหดตัวลงไปอีก ตลาดพลังงานโลกที่เปราะบางอยู่แล้วจะยิ่งตึงเครียดเขม็งเกลียวมากยิ่งขึ้นทันที ในความเป็นจริงแล้ว ทะเลแดงกลายเป็นพื้นที่ขัดแย้งสูงมากมาตั้งแต่ปี 2023 เมื่อฮูตีเริ่มโจมตีทั้งเรือพาณิชย์และเรือรบที่แล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในพื้นที่ฉนวนกาซาในเวลานั้น จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการค้าระหว่างประเทศมาแล้ว ต่อมาฮูตีเริ่มเข้าไปพัวพันโดยตรงกับสงครามอิหร่านครั้งนี้มาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้วยการยิงจรวดเข้าใส่พื้นที่ทางตอนใต้ของอิสราเอล ส่งผลให้ทะเลแดงกลายเป็นแนวรบแห่งใหม่ในท่ามกลางความตึงเครียดไปในทันที
องค์การกิจการทางทะเลแห่งสหประชาชาติ (UN International Maritime Organization) ชี้ว่าทะเลแดงซึ่งเชื่อมต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านคลองสุเอซ จัดเป็นเส้นทางเดินเรือทางทะเลที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการค้าโลก สินค้าราว 12-15 เปอร์เซ็นต์ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ กับอีก 30% ของสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์จำเป็นต้องผ่านเส้นทางนี้ในแต่ละปี ในทางหนึ่งนำเอาสินค้าเพื่อการเกษตร เช่น ข้าวและปุ๋ย รวมไปถึงวัตถุดิบสำคัญในระบบการผลิต อย่างเช่น เหล็กดิบและโลหะอื่น ๆ ไปจนถึงชิ้นส่วนในทางอุตสาหกรรม อาทิ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนรถยนต์ รวมทั้งพลังงานธรรมชาติชนิดต่าง ๆ
หากคำนวณกันต่อวัน เราจะพบว่าน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมากถึง 4.9 ล้านบาร์เรลถูกลำเลียงผ่านเส้นทางโดยผ่านทางคลองสุเอซและท่อลำเลียงน้ำมันสุเอซ-เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอยู่ทางเหนือสุดของทะเลแดง ในช่วงแค่ครึ่งแรกของปี 2025 นอกจากนั้นยังมีอีกราว 4.2 ล้านบาร์เรล ถูกลำเลียงผ่านช่องแคบบับเอลมันเด็บทางใต้สุดของทะเลแดง ด้วยเหตุนี้ในแต่ละวันน้ำมันดิบต้องผ่านเส้นทางนี้มากถึง 9.1 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นราว ๆ 6 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำมันดิบที่ซื้อขายกันผ่านท้องทะเลทั้งหมด แต่เทียบแล้วยังถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณราว 21 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัญหาทะเลแดงก็คือ บรรดาประเทศที่กำลังเกิดวิกฤตอยู่ในแอฟริกาตอนเหนือและทางตะวันออก รองลงมาเป็นบรรดาชาติในเอเชีย ด้วยเหตุที่ว่าเอเชียเป็นตลาดใหญ่สำหรับรองรับการส่งออกน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบีย ที่ส่งมายังเอเชียมากถึง 75 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณที่ส่งออกในแต่ละปี และมีลูกค้ารายใหญ่อย่าง จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นต้น
ฮอร์มุซมีทะเลแดงและบับเอลมันเด็บเป็นทางเลือก บับเอลมันเด็บเองก็มีเส้นทางเดินเรือที่เป็นทางเลือกเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าเส้นทางที่ว่าต้องแล่นไกลออกไปอีกถึง 11.8 ไมล์ทะเล โดยอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮป ทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา กับเสียเวลานานขึ้นเป็น 36 วันเพื่อนำเรือไปเทียบท่ที่สิงคโปร์เช่นเดียวกัน
แถมยังต้องมีเงินทุนมหาศาลและเวลาอีกไม่น้อย เพื่อพัฒนาท่าเรือของบรรดาเมืองท่าต่าง ๆ ตามเส้นทางที่ผ่านดังกล่าวนั้นอีกด้วย