ฝูงตั๊กแตนซ้ำเติม “แอฟริกา” 20 ล้านชีวิตอดอยาก
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก ทั้งนี้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจมีส่วนรับผิดชอบสำคัญจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ยากจนส่วนใหญ่กลับเป็นผู้รับผลกระทบมากที่สุด
พื้นที่ “จะงอยแอฟริกา” หรือพื้นที่ของแอฟริกาบริเวณปากทะเลแดงจดมหาสมุทรอินเดีย ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรของภูมิภาคจำนวนมากกว่า 80% เป็นเกษตรกรแบบผลิตเพื่อยังชีพ ดังนั้นภัยพิบัติธรรมชาติจึงคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารของประชากรในภูมิภาคนั้น โดยเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานเหตุการณ์ภัยพิบัติจาก “ฝูงตั๊กแตน” จำนวนมหาศาลบุกกัดกินพืชผลทางการเกษตรของประเทศในพื้นที่จะงอยแอฟริกา เช่น เคนยา เอธิโอเปีย และโซมาเลีย โดยนับเป็นเหตุการณ์การโจมตีพืชผลทางการเกษตรจากแมลงที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 70 ปี จากแมลงที่เพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ
ทั้งนี้ การเพิ่มจำนวนของฝูงตั๊กแตนที่มากกว่าปกตินี้เป็นสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดย อาบูบักร์ ซาลีห์ บาร์บีเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ระบุว่า “การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิบริเวณมหาสมุทรอินเดีย ส่งผลให้ช่วงปลายปีที่ผ่านมามีฝนตกเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติและเป็นปีที่มีความชื้นมากที่สุด ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการแพร่พันธุ์ของตั๊กแตน” ขณะที่องค์การด้านอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เปิดเผยว่า เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสมจึงทำให้จำนวนตั๊กแตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึง มิ.ย. 2020 โดยคาดว่าจำนวนอาจเพิ่มขึ้นถึง 500 เท่า
ขณะนี้ฝูงตั๊กแตนจำนวนมากยังกำลังมุ่งหน้าไปยังยูกันดา และเซาท์ซูดาน ซึ่งกำลังบอบช้ำจากภาวะสงครามกลางเมือง โดยระหว่างการเดินทาง ฝูงตั๊กแตนจะกัดกินผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมหาศาลของประเทศแถบจะงอยแอฟริกา สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ ประมาณการว่า ตั๊กแตน 1 ฝูงสามารถกัดกินพืชผลทางการเกษตรสำหรับประชากรมากกว่า 35,000 ชีวิตภายใน 1 วัน โดยตั๊กแตนฝูงหนึ่งจะมีจำนวนตั๊กแตนมากกว่า 150 ล้านตัว ด้านเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรของเคนยารายงานสถานการณ์ว่า มีจำนวนฝูงตั๊กแตนมากกว่า 20 ฝูง ทั้งนี้ การโจมตีของฝูงตั๊กแตนนับเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่ซ้ำเติมภูมิภาคซึ่งเผชิญภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เอฟเอโอระบุว่า การโจมตีพืชผลทางการเกษตรของฝูงตั๊กแตนส่งผลให้ประชากรราว 20 ล้านชีวิตขาดแคลนอาหารสำหรับดำรงชีพ
โดยเมื่อต้นปี 2019 จะงอยแอฟริกาเพิ่งเผชิญกับภัยแล้งครั้งใหญ่ที่สุด โดยข้อมูลจาก สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรก 2019 ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยของแหลมแอฟริกาน้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 50% ซึ่งซ้ำเติมภาวะขาดแคลนน้ำจากช่วงปลายปี 2018 ที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 55% ของช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้เกิดภาวะแล้งที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งและกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวประเมินว่า ประชากรราว 12 ล้านชีวิตอยู่ในภาวะอดอยาก ขณะที่เด็กอีกราว 785,000 ชีวิต เผชิญกับภาวะขาดแคลนสารอาหารขั้นรุนแรง
ทั้งนี้ ภัยแล้งมักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำของภูมิภาคนี้ แต่หากมีฝนตกปริมาณมากเกินไปก็จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน อัลจาซีรารายงานในเดือน พ.ย. 2019 ระบุว่า ปริมาณฝนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากเครือข่ายการเตือนภัยภาวะอดอยากล่วงหน้าของสหรัฐอเมริการะบุว่า ปริมานน้ำฝนช่วงระหว่าง ต.ค.-พ.ย. ปีเดียวกับที่เกิดภัยแล้งเมื่อต้นปี เพิ่มขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาเดียวกันถึง 300% ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 250 ราย อีกทั้งยังทำลายบ้านเรือนและพืชผลทางการเกษตร
ความอดอยากเป็นปัจจัยสำคัญของการอพยพและการเพิ่มขึ้นของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในแอฟริกา