นับถอยหลัง ‘โนดีลเบร็กซิต’ ก้าวที่ยากของ ‘อังกฤษ’
วันที่ 31 ธ.ค.ที่กำลังจะถึงนี้ เป็นวันที่ “ข้อตกลงทางการค้า” ระหว่างสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) และสหภาพยุโรป (อียู) หมดอายุ กล่าวคือ สิทธิประโยชน์ทางการค้าต่าง ๆ ที่อังกฤษเคยมีกับอียูจะสิ้นสุดลง ทั้งนี้ตั้งแต่ 31 ม.ค. 2020 วันที่อังกฤษออกจากอียู ทั้งสองฝ่ายพยายามเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่ เพื่อให้อังกฤษยังมีอภิสิทธิ์ทางการค้าเหนือประเทศอื่นนอกอียูได้
อย่างไรก็ตาม ช่วง 11 เดือนที่ผ่านมาการเจรจายังไม่คืบหน้า “บอริส จอห์นสัน” นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และ “อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน” ประธานคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่ายังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าใหม่ได้ ซึ่งทั้งโลกกำลังจับตามองว่าถ้าเกิด “โนดีลเบร็กซิต” ก้าวต่อไปของอังกฤษจะเป็นอย่างไร
บีบีซีรายงานว่า ขณะที่อังกฤษยังเป็นสมาชิกในอียู ธุรกิจสองฝั่งทำการค้ากันได้โดยไม่เสียภาษีนำเข้าหรือส่งออก ดังนั้นหากอังกฤษไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าใหม่กับอียูได้ อังกฤษจะไม่ได้รับอภิสิทธิ์ทางการค้าในอียูอีกต่อไป และต้องอยู่ภายใต้กฎหมายขององค์การการค้าโลก ซึ่งจะทำให้ธุรกิจของอังกฤษเสียผลประโยชน์จากที่ต้องเสียภาษีนำเข้าและส่งออกกับประเทศอื่น ๆ ในอียู ซึ่งจะส่งผลกระทบตั้งแต่ผู้บริโภคที่จะต้องเผชิญกับราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ไปจนถึงผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่เคยมีการค้าระหว่างสองฝ่าย
อุตสาหกรรมหลักที่ทั้งสองฝ่ายยังขัดแย้งกันคือ “อุตสาหกรรมประมง” เนื่องจากที่ผ่านมา เรือประมงทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าถึงอาณาเขตน่านน้ำทะเลของแต่ละฝั่งได้ แต่อียูจำกัดชนิดและจำนวนปลาที่แต่ละประเทศสามารถจับได้ ซึ่งอังกฤษต้องการเพิ่มโควตาของจำนวนและชนิดปลาต่าง ๆ พร้อมกับขอลดโควตาจำนวนสัตว์ที่เรือฝั่งอียูสามารถเข้ามาจับได้ เนื่องจากอียูมีโควตาทำประมงเกินกว่าครึ่งของสินค้าประมงทั้งหมดในน่านน้ำอังกฤษ
ขณะที่อียูขู่ว่าจะคิดภาษีนำเข้าสินค้าประมงจากอังกฤษ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 3 ใน 4 ของการส่งออกสินค้าประมงอังกฤษทั้งหมด ซึ่งหมายถึงโอกาสการส่งออกสินค้าของอังกฤษจะลดลง ทั้งยังขู่ว่าอาจจะไม่นำเข้าสินค้าประมงบางชนิด
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีปัญหาด้านกฎหมายดำเนินธุรกิจ ซึ่งที่มีความแตกต่างเรื่องข้อกำหนดการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการอังกฤษที่อยู่ในอียู ดำเนินธุรกิจได้ยากขึ้น และยังมีข้อพิพาทถึงการขนส่งสินค้าผ่านน่านน้ำทะเลทั้งสองฝ่าย รวมทั้งประชาชนชาวอังกฤษจะไม่ได้รับสิทธิการเดินทางทั่วอียูได้เหมือนเดิม และมีกฎเข้ามาบังคับการเดินทางเข้าประเทศ่ในอียูเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกระทบตั้งแต่การเดินทางไปท่องเที่ยวหรือไปทำงาน จนถึงการขนส่งสินค้าทั้งทางบกและทะเล
แหล่งข่าวระบุว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคงพยายามเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงใหม่ภายในปีนี้ โดยจะเน้นไปที่กฎหมายเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ซึ่งเงื่อนไขหลักของอียู คือป้องกันไม่ให้อังกฤษเอาเปรียบที่จะไม่เสียภาษีสินค้านำเข้าและส่งออก รวมทั้งกฎหมายอื่น ๆ เช่น มาตรฐานการนำเข้า-ส่งออก สิทธิการจ้างงาน และการดำเนินธุรกิจข้ามประเทศ ขณะที่อียูก็เริ่มยอมรับข้อต่อรองทางอังกฤษได้บางอย่าง แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ทำให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจที่ไม่ยุติธรรมขึ้น
ด้วยเวลาที่ลดน้อยลง ความเป็นไปได้ที่ “โนดีลเบร็กซิต” จะเกิดขึ้น ทำให้ผู้คนเริ่มตื่นตระหนกจนเกิดการกักตุนสินค้า ซึ่งล่าสุด ประธานสมาคมผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกออกมาเตือนประชาชนไม่ต้องกักตุนสินค้า แต่ก็ยอมรับว่าปีหน้าอังกฤษอาจต้องมีภาระภาษีนำเข้าถึง 3 พันล้านปอนด์หากไม่มีข้อตกลงใด ๆ เกิดขึ้น
ขณะที่ประธานสมาคมการค้าชิ้นส่วนรถยนต์ของอังกฤษ ระบุว่าจะเป็นหายนะขั้นรุนแรงสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ กับการที่จะไม่มีข้อตกลงทางการค้ากับตลาดที่ใหญ่ที่สุด เหมือนกับปล่อยให้ธุรกิจต่าง ๆ หาทางจัดการกันเอง
ยังต้องลุ้นกันต่อไปว่าจะเกิด “โนดีลเบร็กซิต” หรือทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงภายในเวลาอันสั้นเป็นของขวัญช่วงสิ้นปีแก่ประชาชน