ตอนนี้หนึ่งในเทรนด์ธุรกิจของมหาเศรษฐีระดับโลกคือ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรม “ท่องอวกาศ” หนึ่งในนั้นคือ “อีลอน มัสก์” มหาเศรษฐีที่เขย่าทุกวงการที่เข้าไปเกี่ยวข้อง นอกจากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า “เทสลา” ยังมีบริษัท “สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) ธุรกิจขนส่งอวกาศ ขณะเดียวกัน “เจฟฟ์ เบโซส” ซีอีโอยักษ์อีคอมเมิร์ซ “อเมซอน” ซึ่งเมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ประกาศจะลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ เพื่อมามุ่งพัฒนากิจการอื่นอย่าง “บลูออริจิ้น” (Blue Origin) ผู้ผลิตและบริการการบินอวกาศ
ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ล่าสุด “สเปซเอ็กซ์” ประสบความสำเร็จในการระดมทุนได้อีก 850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งไปถึง 7.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป้าหมายเพื่อนำเงินมาพัฒนา 2 กิจการหลักคือ “สตาร์ลิงก์” ธุรกิจบริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมวงโคจรต่ำ ชูจุดเด่นมีความเร็วดาวน์โหลดอยู่ที่ 50-150 เมกะไบต์ต่อวินาที รวดเร็วกว่าบริการอินเทอร์เน็ตทั่วไปอย่างมาก ซึ่งมีความหน่วงหรือดีเลย์ประมาณ 20-40 มิลลิวินาที ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม
โดยเริ่มทดสอบให้บริการมาประมาณ 4 เดือน มีผู้เข้าร่วมการทดสอบใช้บริการอินเทอร์เน็ตสตาร์ลิงก์มากถึง 10,000 คน โดยต้องจ่ายค่าบริการ 99 ดอลลาร์สหรัฐ (3,000 บาท) ต่อเดือน และค่าอุปกรณ์ติดตั้งอีกประมาณ 15,000 บาท โดยมัสก์ระบุว่าหากในอนาคตสตาร์ลิงก์มีกระแสเงินสดเข้ามามากพอ จะแยกธุรกิจออกมาไอพีโอเข้าตลาดหุ้น
ทั้งนี้ อีกกิจการของสเปซเอ็กซ์คือการพัฒนา “สตาร์ชิป” (starship) มุ่งผลิตยานอวกาศ เหมือนกับเครื่องบินพาณิชย์ ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการบินขึ้นอวกาศได้ พร้อมกับเป้าหมายการส่งคนไปดวงจันทร์และดาวอังคาร ซึ่งมัสก์วาดฝันว่าจะสร้าง “อาณานิคม” บนดาวอังคารภายในปี 2024 พร้อมกับการสร้างสกุลเงินดิจิทัล “มาร์สคอยน์”
แม้รายงานข่าวจะระบุว่าการทดลองที่ผ่านมาจะประสบความสำเร็จมาโดยตลอด แต่การทดลอง 2 ครั้งล่าสุดกับยาน “สตาร์ชิป เอสเอ็นไนน์” เกิดความผิดพลาดขณะนำยานลงจอด ส่งผลให้ตกกระแทกพื้นระเบิด อย่างไรก็ดี สเปซเอ็กซ์ระบุว่าการทดลองที่ “ระเบิด” นี้ถือเป็นการทดลองที่สำเร็จ และเตรียมทดลองอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้
ด้านมหาเศรษฐี “เจฟฟ์ เบโซส” ระบุก่อนหน้านี้ว่า หลังก้าวลงจากตำแหน่ง “ซีอีโอ” ปลายเดือนมิถุนายนนี้ จะให้เวลากับการพัฒนากิจการยานอวกาศ “บลูออริจิ้น” ทั้งระบุว่า ในอนาคตจะเป็นกิจการที่สำคัญกว่าอเมซอน และหากไม่ให้ความสำคัญกับกิจการอวกาศ “มนุษยชาติจะหยุดพัฒนา” โดยเบโซส
มีวิสัยทัศน์เรื่องกิจการอวกาศที่แตกต่างจากมัสก์ เพราะเบโซสเน้นการศึกษาอวกาศและดาวเคราะห์อื่น ๆ ในจักรวาล เพื่อมาพัฒนาโลกมากกว่าการตั้งหลักถิ่นฐาน
โดยขณะนี้เบโซสกำลังพัฒนา “นิวเชปเพิร์ด” (New Shepard) เป็นจรวดแบบ “ซับออร์บิทอลร็อกเกต” ที่พุ่งขึ้นไปทางตรง คล้ายกับการกระโดดขึ้นสู่อวกาศ ขับเคลื่อนออกไปอยู่นอกชั้นบรรยากาศเป็นระยะทางราว 100 กิโลเมตร ก่อนจะวกกลับสู่โลกโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 11 นาที ซึ่งการทดลองล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ประสบผลสำเร็จด้วยดี และที่กำลังพัฒนาอีกตัวคือ จรวด “นิวเกลนน์” (New Glenn) ชนิด “ออร์บิทอลร็อกเกต” เป็นจรวดที่โคจรรอบโลก ซึ่งเมื่อ ธ.ค. 2020 องค์การนาซา (NASA) ได้อนุมัติให้จรวดรุ่น “นิวเกลนน์” ร่วมภารกิจสำรวจโลกและดาวเคราะห์กับนาซา และเตรียมขึ้นท่องอวกาศภายในปีนี้
นอกจากนี้ เมื่อปลายปี 2019 เบโซสยังได้เปิดตัว “บลูมูน” (Blue Moon) ยานอวกาศเพื่อให้มนุษย์สามารถเดินทางไปดวงจันทร์ โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถส่งมนุษย์ขึ้นไปบนดวงจันทร์ได้ในปี 2024 พร้อมกับคาดหวังว่าในอนาคต “มนุษย์” จะสามารถเดินทางไปยังดวงจันทร์ได้เหมือนการเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก
ถึงแม้วิสัยทัศน์ของ 2 บริษัทจะต่างกัน แต่ทั้ง “สเปซเอ็กซ์” และ “บลูออริจิ้น” มีเป้าหมายเหมือนกันคือการเป็นผู้นำนวัตกรรมอวกาศ และตั้งเป้าจะเป็นเอกชนรายแรกที่สร้างยานอวกาศเดินทางไปดวงจันทร์ได้สำเร็จ
นอกจาก 2 บริษัทดังกล่าว ยังมีมหาเศรษฐีโลกที่ให้ความสนใจอุตสาหกรรม ท่องอวกาศอีกราย นั่นคือ “ริชาร์ด แบรนสัน” เจ้าของ “เวอร์จิ้นกาแล็กติก” (Virgin Galactic) ซึ่งมีการลงทุนพัฒนาและสร้างยานอวกาศเชิงพาณิชย์ พร้อมกับเป้าหมายสร้างธุรกิจ “ท่องเที่ยวอวกาศ” อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ตามกำหนดการทดลองครั้งแรก ยานอวกาศของเวอร์จิ้นกาแล็กติกยังไม่สามารถขึ้นสู่อวกาศได้ เนื่องจากมีปัญหาทางเทคนิค
ขณะเดียวกันยังมีโครงการ “เบรกทรู สตาร์ชอต” (Breakthrough Starshot) ของเศรษฐีและนักฟิสิกส์ชาวรัสเซีย “ยูริ มิลเนอร์” ซึ่งร่วมกับ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ซีอีโอเฟซบุ๊ก เพื่อส่งยานอวกาศขนาดเล็กจิ๋วไปสำรวจระบบดาวอัลฟาเซนทอรี เพื่อนบ้านนอกระบบสุริยะที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุด