เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ธปท.มองปัญหาเชิงโครงสร้าง กดจีดีพีไทยโตต่ำศักยภาพ ชี้ ดอกเบี้ยมีผลจำกัด

13 ม.ค. 2569 | 19:45น.
นายวิทัย รัตนากร

นายวิทัย รัตนากร

ธปท.มองเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง กดศักยภาพไทยโตต่ำเหลือ 2.7% อยู่ได้ด้วยบุญเก่า เร่งเดินหน้าออกมาตรการเฉพาะจุด หลังนโยบายการเงินช่วยได้จำกัด ชี้ ลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง หรือ 1% ในช่วง 2 ปี หนุนจีดีพี 0.18%

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปัจจุบันกำลังอยู่บนปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาเรื่อง Productivity ที่ต่ำ และไม่มีการลงทุนใหม่ๆ มาหลายปี ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ในระยะยาว

ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ท่ามกลางหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เช่นเดียวกัน ภาคธุรกิจเองก็มีหนี้สูงเช่นกัน ซึ่งในปีนี้มีความท้าทายอย่างมากในเรื่องการรีไฟแนนซ์ (Refinance) หุ้นกู้ในบางส่วน ตลอดจนการเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง ทั้งในแง่ของการเงิน รายได้ และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ

ขณะที่ มีปัญหาสังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ส่งผลให้กำลังแรงงานของไทยลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ที่ 3% เหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 3 คน และเปลี่ยนรัฐมนตรีไปถึง 7 คน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย นอกจากนี้ไทยยังเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชันและทุนเทา รวมถึงปัญหาเรื่อง Corporate Governance (CG) และการทุจริตในเมืองไทยรุนแรงมาก หากแก้ไม่ได้จะก้าวต่อไปลำบาก รวมถึงปัญหาเรื่องทุนสีเทาที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

นายวิทัย รัตนากร

อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) มีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในอดีตเคยเติบโตเฉลี่ยที่ 5% แล้วลดลงมาเป็น 4%, 3% และปัจจุบันเหลือเพียง 2% เท่านั้น

“ปีนี้คาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ประมาณ 2.2% ส่วนปีหน้าอาจจะอยู่ที่ 1.5-1.7% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น 2.7% การส่งออกในปีนี้มีปัญหาเนื่องจากฐานที่สูงในปีที่แล้ว การบริโภคก็ลดต่ำลงจากเดิมที่เคยโต 5% เหลือเพียง 1-2% เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณปีหน้าที่อาจล่าช้าไป 1 ไตรมาสจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ท่องเที่ยวหากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่ฟื้นตัวเกินระดับก่อนโควิดไปแล้ว ไทยยังถือว่าฟื้นตัวได้ช้ากว่า ดังนั้น วันนี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แต่อยู่ด้วยบุญเก่าที่ใช้อุตสาหกรรมเก่าและเทคโนโลยีเก่า ซึ่งน่ากังวลอย่างมากในระยะยาว”

ประเด็นที่น่าห่วง และน่ากังวล คือสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 36 เดือน หรือ 3 ปี ซึ่งหากสินเชื่อไม่เติบโต ปริมาณเงินในระบบที่ควรจะถูกสร้างขึ้นมาก็หายไป สิ่งนี้สะท้อนว่าเอสเอ็มอีกำลังมีปัญหาหนัก และหากไม่ได้รับการแก้ไข (Credit Cost) ที่สูงจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม

นายวิทัย กล่าวอีกว่า สำหรับในมุมของข้อจำกัดของนโยบายการเงินปัจจุบัน ยอมรับว่าข้อจำกัดอย่างมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะมีคนเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยของไทยอยู่ที่ 1.25% ถือว่าระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้น

“หากดูสถิติการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมารวม 1%  หรือลด 4 ครั้งที่ผ่านมา ช่วยกระตุ้นจีดีพีได้เพียง 0.18% ในเวลา 2 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะปัญหาปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้แก้ได้ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หรือหากธปท.ลดดอกเบี้ยลง 0.50% จะช่วยเพิ่มเงินเฟ้อได้เพียง 0.1% เท่านั้น”

ดังนั้น ธปท. จึงต้องขยับบทบาทจากเดิมที่เน้นเพียงแค่การรักษาเสถียรภาพ (Stability) มาเป็นผู้ลงมือทำมากขึ้นไม่เป็นเพียงผู้ที่นั่งวิเคราะห์ปัญหาอยู่บนหอคอยราชาอีกต่อไป แต่จะใช้มาตรการเฉพาะจุด (Targeted) เข้าไปแก้ปัญหาใน Real Sector

สำหรับมาตรการที่ธปท.ทำในปัจจุบัน เช่น มาตรการแก้หนี้และพยุงเศรษฐกิจรายย่อย ทั้งการช่วยลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียต่ำกว่าแสนบาท ที่จะช่วยเหลือลูกหนี้1 ล้านคนออกจากวังวนหนี้ได้ หรือโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ที่เป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อใหม่เพื่อช่วย SME ในกลุ่มที่มีศักยภาพ

”วันนี้เราอยู่ในบริบทที่จะต้องช่วยกันในการแก้ปัญหา ทั้งภาครัฐ และเอกชน หรือธนาคารอยากให้ช่วยปล่อยสินเชื่อ เราต้องลงมือทำ หากช่วยกันหวังว่าปีหน้าน่าจะดีขึ้น“