เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
Biz Movement “อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
SD ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
Business ‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
Politics นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
SD เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
World ‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
Finance อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
Politics นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
เศรษฐกิจภูมิภาค มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
Politics รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
ดูทั้งหมด

‘อุทัย อุทัยแสงสุข’ อ่านเกมอนาคต ‘อสังหาฯ ไทย’

01 มิ.ย. 2569 | 12:08น.
pok3

เมื่อไหร่อสังหาฯไทยจะกลับมา ? คำถามจากผู้ประกอบการในวงการที่กำลังต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจ และการปรับตัวเพื่อสอดรับความต้องการของลูกค้าที่แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

“อุทัย อุทัยแสงสุข” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ซึ่งคร่ำหวอดในธุรกิจอสังหาฯ มากว่า 30 ปี ผ่านมาหลายวิกฤต สะท้อนมุมมองจากประสบการณ์ จากวิกฤตต้มยำกุ้งมาถึงวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ที่เขานิยามว่าเป็นยุค “กบต้ม”

เศรษฐกิจล่มสลาย-อสังหาฯ ล้มหาย

“อุทัย” เล่าย้อนวิกฤตอสังหาฯ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ จาก “ต้มยำกุ้ง” ยุคที่เศรษฐกิจไทยล่มสลาย อสังหาฯ ไทยล้มหายตายจากเกินครึ่ง จากเคยมีเกือบ 5,000 บริษัท ก่อนฟื้นคืนใน 2 ปีต่อมา หลังมีรถไฟฟ้าสายแรก ทำให้คอนโดฯ จากเป็นบ้านหลังที่สอง กลายเป็นยุค “คอนโดฯ บูม” เห็นได้ชัดสุดปี 2547 หลังรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินบางซื่อ-หัวลำโพงเปิด ทำให้คอนโดฯ ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตาของนักลงทุน เกิดปรากฏการณ์เข้าคิวจองซื้อล่วงหน้า

ต่อมาปี 2551 ยุควิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่สหรัฐ ระบบการเงิน-อสังหาฯ สหรัฐล้ม กระทบอสังหาฯ ไทย ทำให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้น พอเศรษฐกิจเริ่มกลับมา ยอดโอนบ้าน-คอนโดฯ ค่อย ๆ สูงขึ้น จนกลับมารุ่งเรืองอย่างมากในปี 2552 ราคาอสังหาฯ เริ่มแพงขึ้น ด้วยอานิสงส์ตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดจีน

ปี 2554 รัฐบาลสนับสนุนให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเอง ด้วยนโยบาย “บ้านหลังแรก” เพราะอสังหาฯ มีส่วนช่วยจีดีพีประเทศอยู่ที่ประมาณ 10% จนกระทั่งปี 2556 เศรษฐกิจสะดุดจากความไม่สงบทางการเมือง จนตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในปี 2558 จึงนำนโยบายนี้กลับมาอีกครั้ง

ปี 2562 อสังหาฯ ไทยเป็นยุคที่ “เฟื่องฟู-ร้อนแรง” จนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้มาตรการ LTV เป็นครั้งแรก หลังมองว่าเกิดการเก็งกำไร ของกลุ่มคนรวยที่ซื้ออสังหาฯ หลังที่ 2 และหลังที่ 3 เพื่อลงทุน เก็บไว้เป็นมรดก ทำให้เกิดภาวะช็อกจากการใช้ยาแรง ซึ่งแบงก์ชาติไม่อยากให้พอร์ตเกิดหนี้เสียมากเกินไป จึงใช้มาตรการ LTV ควบคุมสถานการณ์

ปี 2563 เกิดวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ผู้ประกอบการที่ไหวตัวทันเร่งระบายสต๊อกที่เหลืออยู่เพื่อนำเงินสดกลับมา จนถึงปี 2565 รัฐบาลตัดสินใจระงับมาตรการ LTV ชั่วคราว ช่วยแบ่งเบาลูกค้าและประชาชน ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นช่วงหนึ่ง ก่อนจะลดลงจนถึงทุกวันนี้ยังไม่ฟื้นตัว ทั้งที่มีตัวช่วยเต็มไปหมด ทั้งลดค่าโอน-จดจำนอง ผ่อนปรน LTV

มาถึงปี 2568 เกิดแผ่นดินไหว อสังหาฯ ชะงัก ก่อนจะกลับมาได้ใน 1-2 เดือน หลังผู้ประกอบการเรียกความมั่นใจลูกค้า แก้ปัญหาและให้บริการความเสียหายจากแผ่นดินไหวได้อย่างรวดเร็ว แต่ในปีนั้นเองก็เป็นปีที่เปิดตัวคอนโดฯ น้อยลงมาก เกิดจากการขออนุญาตประเมินสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ใช้เวลานานปีครึ่ง ทำให้เพิ่มเวลาก่อสร้างมากขึ้น

ประกอบกับช่วงหลัง ๆ ตลาดคอนโดฯ ระดับกลางเริ่มเก็บเงินดาวน์ 10-12% ต้องยื่นขอสินเชื่อมาก่อสร้างจนเสร็จถึงจะเริ่มโอนได้ เป็นสาเหตุให้ผู้ประกอบการไม่เน้นเปิดตัวคอนโดฯ ไฮไรส์ ทำให้ซัพพลายคอนโดฯ ลดลงในบางโลเกชั่น ขณะที่บ้านเดี่ยวที่ได้รับความนิยมลากยาวมาตั้งแต่ช่วงโควิด มีสต๊อกค้างจำนวนมาก จึงจะเห็นว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการต่างเร่งนำบ้านเดี่ยวมาระบายสต๊อก แข่งโหมโปรโมชั่น

ด้วยสถานการณ์กำลังซื้อปัจจุบัน “อุทัย” ยอมรับว่าดีมานด์ในตลาดลดลง ทำให้ยอดโอนลดลงอย่างเห็นได้ชัดอยู่ที่ 7-8 แสนล้านบาท จากเดิมเคยพีกแตะ 1 ล้านล้านบาทในปี 2565 หมายความว่ายอดโอนลดลง 30-40% ทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่มืออาชีพเริ่มหลุดจากวงโคจร ธนาคารเริ่มไม่ปล่อยสินเชื่อ ทำให้บางโครงการต้องขายกระดาษ หรือทำห้องตัวอย่างขาย แต่เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโครงการเลยชะงัก ทำให้ซัพพลายลดลงเช่นเดียวกัน

ลุ้นดีมานด์ใหม่ในวิกฤตสงคราม

มาถึงวิกฤต “สงครามตะวันออกกลาง” ที่เขย่าเศรษฐกิจทั่วโลก “อุทัย” เล่าว่า แสนสิริเตรียมตัวรับมืออย่างดีสำหรับผลกระทบที่จะตามมา ทั้งราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ พยายามบริหารสต๊อกการก่อสร้าง ปรับลดลงมาเหลือ 2 เดือน จากเดิมต้องสต๊อก 4 เดือน เพื่อทำให้สต๊อกคงค้างเหลือน้อยที่สุด เพิ่มสภาพคล่อง สร้างความได้เปรียบต่อการเดินหน้าลงทุนหรือแผนงานในอนาคต

ส่วนผลกระทบระยะยาวอย่างเงินเฟ้อจะทำให้ราคาสินค้าทุกอย่างแพงขึ้น ขณะเดียวกันภาคอสังหาฯ ก็ต้องเตรียมการอย่างไม่ประมาท หาข้อมูลเพื่อปรับตัวรับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแสนสิริได้มอนิเตอร์ข้อมูลทุกสัปดาห์ว่า แผนธุรกิจจะดำเนินไปอย่างไร หากดีมานด์ต่างชาติทะลักเข้ามาในไทยจากอานิสงส์การลี้ภัยสงคราม โดยมองว่าเป็นอีกโอกาสของภาคอสังหาฯ

“ตอนนี้ประเทศไทยเหมือนคนป่วยเอเชียที่ป่วยหลายโรค ต้องรักษาทุกโรคไปพร้อมกัน แม้ว่ายังไม่เห็นสัญญาณว่าจะดีขึ้น แต่อย่างน้อยเราต้องมีความหวัง หากเงินเฟ้อมาก็จะยิ่งลำบาก เพราะทุกอย่างขึ้นราคาหมด ระยะสั้นอาจจะเหนื่อย ระยะยาวก็ต้องปรับตัว รายได้ก็ต้องค่อย ๆ ปรับ อะไรที่ฟุ่มเฟือยตัด แล้วก็กลับมาใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็น”

New S-Curve ความหวังใหม่

เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี GDP ชะลอลงเรื่อย ๆ เพราะติดกับดักหนี้สาธารณะที่เคยพุ่งไปถึง 90% ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจไทยกลับมาโตเมื่อไหร่อสังหาฯ ถึงจะกลับมา แต่ปัญหาคือ เศรษฐกิจประเทศไทยไม่เคยโตเกิน 2% ซึ่งอสังหาฯ กับเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กันอยู่ที่ 1.5-2% ถ้าเศรษฐกิจโต 5% อสังหาฯ จะโต 1.5-2% ถ้าเศรษฐกิจแย่จนติดลบอสังหาฯ จะติดลบ 1.5-2% ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตและถดถอยสลับกันไปมาราว 10 ปี แต่เชื่อว่าดีมานด์ยังมีอยู่แต่ไม่สามารถกู้เงินมาซื้อได้ เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง

“อุทัย” เปรียบเศรษฐกิจไทยว่า เราต่างเป็น “กบ” ถูกโยนเข้าไปในเศรษฐกิจที่เปรียบเป็นหม้อ “น้ำเดือด” ตัวไม่แข็งแรงก็จมน้ำร้อนตาย ตัวแข็งแรงกระโดดหนีได้ และแข็งแรงต่อไปเรื่อย ๆ ตอนนั้นเราเหมือนกบอยู่ในน้ำที่อุณหภูมิค่อย ๆ สูงขึ้นจน “ตอนนี้” ทุกคนต่างนอนจมอยู่ในน้ำเดือดและด้วยกบเป็นสัตว์เลือดเย็น ความรู้สึกช้า ทำให้เรารับรู้ถึงภาวะเศรษฐกิจช้าด้วย เมื่อเราอยู่ในน้ำที่เดือดมานานถึงจะกระโดดออกไปได้ก็มีบางองค์กรที่ต้องปรับตัว

สภาะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯ ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย เริ่มเห็นผู้ประกอบการลดจำนวนลง โดยเฉพาะรายเล็กที่เผชิญความยากลำบาก สถาบันการเงินเริ่มคัดกรองการปล่อยสินเชื่อ บริษัทที่ไม่แข็งแรง ยอดขายหรือยอดโอนไม่ดี ความแข็งแกร่งที่เคยมีในอดีตเมื่อ 5-10 ปีก่อนก็อ่อนแอลง เริ่มแตกไลน์ทำธุรกิจอื่นกันมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นบริบทใหม่ของอสังหาฯ ไทย

ทุกคนต้องพยายามดิ้นรน ยกตัวอย่างบริษัทใหญ่ที่มีกำไรเหลือจากการปันผลให้ผู้ถือหุ้น ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้การจะขยายพอร์ตให้เติบโตเหมือนสมัยก่อนนั้นเกินกำลัง แม้แต่แสนสิริเองที่มียอดขายประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปียังพยายามควบคุมซัพพลาย เพราะดีมานด์ที่ลดลงต้องหาวิธี Diversify เพื่อไปลงทุนเพิ่ม เป็นปกติของบริษัทที่แข็งแกร่ง และเป็นการหา New S-Curve

คนเราอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ต้องเดิน และพยายามปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาให้อยู่รอด ผู้ประกอบการที่แข็งแรงจะเริ่มมองหาแนวทางการลงทุนเพิ่ม ไม่ว่าจะเพื่อสนับสนุนธุรกิจเดิม หรือธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิม แต่ต้องสามารถทำให้เติบโตได้ ไม่ว่าการขาย การสร้าง และการเช่า

เงินสด:Cash is King

“อุทัย” เล่าว่า แสนสิริทำธุรกิจอสังหาฯ มากว่า 4 ทศวรรษ กลยุทธ์ของบริษัททำให้สามารถผ่านมาได้ทุกวิกฤต คือ การปรับตัวและยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งบริษัทลดขนาดตัวเองลง 20-30% และตัดสินใจตัดขายทรัพย์สินออกไปเพื่อได้มาซึ่งกระแสเงินสด และพิจารณาค่าใช้จ่ายที่ยังแบกรับได้ ด้วยความเชื่อที่ว่าไม่ว่าอย่างไรตลาดก็ต้องกลับมา และสิ่งที่เรียนรู้ “เงินสดสำคัญที่สุด”

การที่เราบอกว่า มีทรัพย์สิน 20,000 ล้านบาท ทรัพย์สินไม่ใช่สภาพคล่อง สภาพคล่องคือเงินสด เราต้องทำใจตัดขายบางส่วน แล้วเก็บเงินสดไว้ ถ้าคุณคิดว่าคุณจะอยู่ต่อจากนี้ไปได้ ต้องมีเงินสดมาทำธุรกิจใหม่ ถึงแม้นิ้วจะหายไปบ้างก็ไปหานิ้วเทียมมาใส่ ที่สำคัญช่วงวิกฤตสภาพคล่องต้องมีให้ได้ พอเรารอด พอเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะปกติ เราจะเป็นคนแรกที่จะเดินต่อไปได้

ปรับตัวแข่งเทรนด์-แข่งโลก

ก้าวต่อไปของแสนสิริเพื่อไปสู่อนาคต ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งการทำธุรกิจ การบริหารคน ผ่านมาแล้ว 40 ปี ตอนนี้แสนสิริเป็นบริษัทติดท็อป 3 ในอุตสาหกรรม จะพยายามรักษามาตรฐานนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แม้ลูกค้าจะเปลี่ยนพฤติกรรมการอยู่อาศัย แต่ยังไว้ใจองค์กร ผ่านการพัฒนา ปรับปรุง และติดตามเทรนด์ให้ผนวกเข้ากับการขายให้ได้อยู่เสมอ

แม้อีก 3-5 ปีข้างหน้าบริบทตลาดอสังหาฯ จะเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมการอยู่อาศัยของชีวิตมนุษย์ในแบบไดนามิก ธุรกิจเองก็ต้องเปลี่ยนไปเพื่อตอบสนองลูกค้า เพื่อเดินตามเส้นทางธุรกิจใหม่ที่จะกลายมาเป็นอนาคตในการเติบโตต่อไปได้ของบริษัท โดยเฉพาะช่วงหลังวิธีการทำงานขององค์กรเปลี่ยนแปลงไป แต่แสนสิริยังคงดีเอ็นเอ “Speed to Market” ปลูกฝังให้พนักงานคิดเร็ว ทำเร็ว ตัดสินใจเร็ว เริ่มเร็ว และยกเลิกเร็ว เพื่อต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจที่รวดเร็วไปด้วยกัน

เพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกคนเดียว ต้องแข่งขันกับคนอื่น วันนี้จีนเข้ามา แถมยังต้องแข่งกับนานาชาติ ต้องคิดแล้วว่าเราจะอยู่โพสิชั่นไหน เราต้องเร็ว ต้องเรียนรู้เรื่องการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เราอยู่รอดได้