ราคาน้ำมันพุ่งฉุดไทยขาดดุลการค้า 7 เดือนเฉียดหมื่นล้าน ส่งออกไทย ก.ค. พุ่งต่อเนื่อง 4.3% ดันยอดส่งออก 7 เดือนโต 11.5% มั่นใจทั้งปีโต 4-5% จุรินทร์สั่งอัดกิจกรรมเพิ่ม 354 กิจกรรม หนุนส่งออก 5 เดือนหลัง พร้อมเรียกถกด่วนทูตพาณิชย์ 14 ก.ย.นี้
วันที่ 26 สิงหาคม 2565 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการส่งออกไทยในเดือนกรกฎาคม 2565 ว่ามีมูลค่า 23,629.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 4.3% หรือการนำเข้า มีมูลค่า 27,289.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 23.9% ขาดดุลการค้ามูลค่า 3,660.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่งผลให้การส่งออกไทยในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) 2565 มีมูลค่า 172.814.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 11.5% และการนำเข้ามีมูลค่า 182.730.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 21.4% และขาดดุลการค้า 9,916.3 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับประเด็นการขาดดุลการค้าต้องดูว่าขาดดุลเพราะนำเข้าสินค้าราคาสูง โดยเฉพาะน้ำมันและทองคำเข้ามา แต่อย่างไรก็ตาม ไทยนำเข้าสินค้าบางอย่างมาเป็นต้นทุนการผลิตเพื่อส่งออกไป ตราบใดที่ราคาพลังงานแพง โอกาสที่เราขาดดุลการค้ายังมีสูงเพราะเราต้องนำเข้าสินค้าในราคาที่แพงขึ้น
“แนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือ เท่าที่ประชุมประเมินมั่นใจทั้งปีเป็นบวก และปัญหาการส่งออกต่าง ๆ พาณิชย์จะจับมือร่วมกับเอกชนแก้ และเพิ่มแผนงานกิจกรรมมากขึ้น เพื่อทำให้ 5 เดือน และทั้งปีทำเงินเข้าประเทศให้มากที่สุด เช่น ขณะนี้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำแผนเร่งรัดส่งออกทั้งเชิงรุก เชิงลึกส่งมายังกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสั่งการให้ดำเนินการทางปฏิบัติแล้ว
โดยเดิมเรากำหนดแผนกิจกรรมเชิงรุกเชิงลึกไว้ 185 กิจกรรม หลังจากนี้จะเพิ่มกิจกรรมอีก 345 กิจกรรม รวมเป็น 530 กิจกรรมให้เสร็จภายในธันวาคม 2565 ฉะนั้น ถือว่าเพิ่มจำนวนกิจกรรมอีกหลายเท่าตัว เพื่อเร่งทำเงินและทำรายได้ให้กับประเทศ และเพื่อซักซ้อมกันอีกรอบอีกครั้ง 14 ก.ย.นี้ นัดประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกอีกครั้ง
ซึ่งในปีนี้ภาพรวมการส่งออกเดิม 4-5% ตอนนี้ 7 เดือน 11.5% ก็ยังเกินเป้าอยู่ 2 เท่ากว่า แต่ว่าทั้งปีคงจะประเมินกันอีก 1-2 เดือนหลังจากใส่กิจกรรมเพิ่มไปอีก 345 กิจกรรม มุ่งไปในสินค้าเกษตรและอาหารเพราะสอดคล้องกับตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันผมจะไปเยือนซาอุดีอาระเบีย และมองโกเลีย เพื่อเร่งทำการส่งออกและเปิดตลาดไว้รอ สร้างโอกาสในปีต่อไป ผมยังมั่นใจว่าเกิน 4-5% แน่”
“ปัจจัยหลัก คือ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตราบที่ยังไม่ยุติส่งผลต่อราคาพลังงาน และเงินเฟ้อทั่วโลก ส่งผลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และกระทบต่อกำลังการซื้อของโลก ฉะนั้นนี่คือปัจจัยลบที่จะยังคงอยู่ตราบเท่าที่สงครามยังไม่ยุติ หรือไม่พัฒนาไปทางที่เป็นบวก และสองการขาดแคลนชิปและเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นปัจจัยลบที่มาส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรม”

สำหรับสินค้าส่งออก 10 อันดับแรกในเดือนกรกฎาคม 2565 ของไทย คือ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ยาง น้ำมันสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกล ผลไม้สดผลไม้แห้ง
สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ 3 หมวด ประกอบด้วย 1.สินค้าเกษตร 2.สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรและ 3.สินค้าอุตสาหกรรม โดยหมวดที่ 1 สินค้าเกษตร เดือน ก.ค. 65 -0.3% มูลค่าส่งออก 82,082 ล้านบาท ที่ติดลบเพราะปีนี้ผลไม้ซึ่งเป็นตัวส่งออกสินค้าเกษตรหลักหมดฤดูเร็วกว่าหลายปีที่ผ่านมา จึงไม่มีของส่งออก และตอนที่ผลไม้ออกเยอะช่วงเดือนก่อนหน้า กระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จร่วมกับเอกชนและเกษตรกร เร่งรัดการส่งออกผลไม้ไปตลาดจีนได้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง
สินค้าเกษตรสำคัญ เช่น 1.ผลไม้แช่แข็งและผลไม้แห้ง ก.ค. +94.3% มูลค่า 4,495 ล้านบาท โดยเฉพาะทุเรียนแช่แข็ง +126.2% ขยายตัวได้ดีในตลาดจีน ออสเตรเลียและไต้หวัน ลำไยแห้ง +7 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +66.3% ขยายตัวได้ดีในตลาดจีนและมาเลเซีย 2.ไก่สดแช่เย็น แช่แข็งและไก่แปรรูป +3 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +35.5% ทำเงินเข้าประเทศ 12,681 ล้านบาท
3.ข้าว ขยายตัว 6 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +21.5% ทำเงินเข้าประเทศ 10,173 ล้านบาท ขยายตัวดีในตลาดอิรัก โมซัมบิก ฟิลิปปินส์ เซเนกัล และญี่ปุ่น 4.ยางพารา ขยายตัว 3 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +12% ทำเงินให้ประเทศ 16,533 ล้านบาท ขยายตัวในตลาดสหรัฐ มาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย

หมวดที่ 2 สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร +17 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +38.1% ทำเงินเข้าประเทศ 72,517 ล้านบาท สินค้าสำคัญ เช่น น้ำตาลทราย ก.ค. +258.8% ทำเงินเข้าประเทศ 14,021 ล้านบาท ไอศกรีมเป็นดาวรุ่งตัวใหม่ +26 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +34.2% มูลค่า 480 ล้านบาท อาหารสัตว์เลี้ยง +35 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +25.4% ทำเงินเข้าประเทศ 8,466 ล้านบาท ผลไม้กระป๋องและแปรรูป +15 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +17.3% ทำเงิน 6,148 ล้านบาท อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป +6 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +16.4% ทำเงินเข้าประเทศ 11,442 ล้านบาท
หมวดที่ 3 สินค้าอุตสาหกรรม +17 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +0.1% ทำเงินเข้าประเทศ 630,844 ล้านบาท เพราะภาวะการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์หรือตัวชิป เป็นผลกระทบกับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมทั้งโลก กระทบจากไต้หวันซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่คลองตลาดประมาณ 40% ของโลกกำลังประสบปัญหากับจีน
สินค้าสำคัญ เช่น เครื่องโทรสาร โทรศัพท์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ก.ค. +34.6% ทำเงินเข้าประเทศ 13,579 ล้านบาท เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ก.ค. +25.5% ทำเงิน 19,585 ล้านบาท ขยายตัวดีในตลาดสหรัฐ ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไต้หวัน และอินเดีย ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม ก.ค. +21.4% ทำเงินเข้าประเทศ 9,632 ล้านบาท
อัญมณีและเครื่องประดับ +17 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +19.1% เป็นเงิน 21,151 ล้านบาท เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว +11 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +13.6% ทำเงินเข้าประเทศ 9,894 ล้านบาท เครื่องนุ่งห่ม +17 เดือนต่อเนื่อง ก.ค. +10.7% ทำเงิน 7,138 ล้านบาท ขยายตัวดีในตลาด สหรัฐ ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์
ตลาดที่ขยายตัวดี 10 อันดับแรกในเดือนกรกฎาคม 65 1. เกาหลีใต้ (+39.4%) 2.ตะวันออกกลาง (+27.4%) 3.แคนาดา (+27.3%) 4.CLMV See (+24.2%) 5.อาเซียน (5) (+21.3%) 6.เอเชียใต้ (+21.1%) 7.ทวีปออสเตรเลีย (+20%) 8.สหรัฐราชอาณาจักร (+17.2%) 9.สหภาพยุโรป (+8.1%) และ 10.สหรัฐอเมริกา (+4.7%)
ทั้งนี้ ปัจจัยบวกที่เกื้อหนุนการส่งออกที่ผ่านมา ประกอบด้วย 4 ปัจจัย
1.ความต้องการอาหารจากทั่วโลกยังเติบโตต่อเนื่อง ทำให้สินค้าเกษตรอาหารยังไปได้ในการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกเติบโตได้ดี
2.การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิดและการผ่อนคลายประเทศให้มีการท่องเที่ยวทำให้สินค้าบางส่วน เช่น อัญมณี เครื่องประดับ เครื่องสำอาง สบู่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์การเดินทางขยายตัวได้ดีขึ้น
3.ค่าระวางเรือมีแนวโน้มลดลง ความหนาแน่นและความล่าช้าลดลง ในการขนส่งบริเวณท่าเรือสำคัญของโลก ที่ทำให้ระบบการขนส่งคล่องตัวไม่เป็นอุปสรรคในการส่งออก
4.การที่ค่าเงินบาทยังอ่อนค่า ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดโลกโดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร