รมว.คลัง ชี้การเมืองไม่กระทบเศรษฐกิจ ลุ้นยอดท่องเที่ยว-ส่งออก

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ

รมว.คลัง คาดเศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตสูงสุด 3.5% ผ่าน 4 เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ท่องเที่ยว-ส่งออก-บริโภค-การลงทุนภาครัฐ” ด้านความผันผวนทางการเมืองไม่กระทบ เร่งลงทุนต่อเนื่อง หนุนฟื้นเศรษฐกิจ

วันที่ 24 สิงหาคม 2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานไทยแลนด์โฟกัส 2022 ว่า ยังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 มีโอกาสที่จะขยายตัวสูงสุดได้ถึง 3.5% แม้นักวิเคราะห์มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยลงมาอยู่ที่ระดับ 3% แต่กระทรวงการคลังมองว่าอาจจะมีการขยายตัวสูงสุดได้ประมาณ 3.5% เนื่องจากยังมี 4 เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออกเข้ามาช่วย

“กระทรวงการคลังมีการหารือสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือ จากตัวเลขที่ตั้งเป้าหมายไว้ 7% เราก็บอกว่าอยากให้ได้ 10% ซึ่งสภาผู้ส่งออกฯก็รับปาก ขณะที่ทิศทางความมั่นคงทางด้านการคลังและการเงินนั้น ยังคงมีแน่นอน โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะยังอยู่ในกรอบเพดานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%ต่อจีดีพี โดยหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะปรับลดลง แม้จะมีการกู้เงินจากต่างประเทศ สัดส่วนหนี้ก็ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้”

ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้หรือไม่นั้น นายอาคมกล่าวว่า ในเรื่องของการเมืองนั้นมองว่าไม่มีปัญหา เนื่องจากโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐเป็นเรื่องที่มีข้อผูกพันอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเศรษฐกิจนั้น ยังคงเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดการเร่งรัดการลงทุนและการเจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และมีความต่อเนื่อง เพื่อให้มีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

สำหรับเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2565 มี 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การท่องเที่ยว โดยช่วง 7-8 เดือนแรกของปีนี้ การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เพิ่มขึ้น คาดทั้งปี 2565 จะมีนักท่องเที่ยวกว่า 8-10 ล้านคน ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยวก่อนโควิดระบาด แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจ

2.การส่งออก ในปี 2564 ที่ผ่านมา สามารถขยายตัวได้กว่า 20% ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565 ก็ขยายตัวอยู่ที่ 12% แล้ว ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดี ขณะเดียวกัน ขณะนี้มีปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงพอสมควร เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ก็จะเป็นส่วนสนับสนุนในการส่งออกด้วย นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน ต่างประเทศยังมีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกส่งเสริมการส่งออกด้วย

ต่อมาเป็นปัจจัยภายในประเทศ 3.การบริโภคภาคเอกชน โดยครึ่งปีแรกขยายตัวได้กว่า 2.5% ซึ่งคาดว่าทั้งปีจะขยายตัวได้กว่า 3.5% จากการท่องเที่ยวที่จะเข้ามาสนับสนุน ทั้งการใช้จ่ายจากคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย อย่างไรก็ดี คนไทยยังเผชิญภาวะเงินเฟ้อ คาดจะสูงสุดในช่วงไตรมาส 3 และลดลงมาในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ รัฐบาลก็ได้ออกมาตรการมาดูแลแล้ว ทั้งคนละครึ่ง และการลดค่าครองชีพ

และ 4.การลงทุนภาครัฐ ได้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2565 ส่วนงบประมาณในปี 2566 สภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบแล้ว และจะส่งเรื่องไปยังวุฒิสภา ในช่วงวันที่ 29 ส.ค.นี้ โดยจะมีการเร่งเบิกจ่ายโครงการขนาดเล็กให้ใช้จ่ายตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ไม่ให้กระจุดตัวในไตรมาสสุดท้าย

ขณะเดียวกัน กรมบัญชีกลางก็มีการยกเลิกมาตรการดูแลผู้ประกอบการในช่วงโควิด ที่ขยายเวลาสัญญาโครงการ และงดเบี้ยปรับเงินเพิ่ม สำหรับโครงการที่ดำเนินการล่าช้า ซึ่งก็จะเป็นส่วนที่สนับสนุนการเบิกจ่าย เพราะหลังจบมาตรการผู้ประกอบการก็คงต้องเร่งงาน และเตรียมตัวรองรับโครงการที่จะเข้ามาในปีงบประมาณ 2566

 

Advertisement