เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กทม. ลุยผังเมืองใหม่ “รายบล็อก” ทั่วกรุง นำร่อง 8 พื้นที่แก้สาธารณูปโภค-รับมือน้ำท่วม
Real Estate กทม. ลุยผังเมืองใหม่ “รายบล็อก” ทั่วกรุง นำร่อง 8 พื้นที่แก้สาธารณูปโภค-รับมือน้ำท่วม
ศุภาลัย คัมแบกคอนโดฯเชียงใหม่ เปิดตัว “TYME” ห้องใหญ่-ออกแบบต้านแผ่นดินไหว พรีเซล 21-22 พ.ย.นี้
Real Estate ศุภาลัย คัมแบกคอนโดฯเชียงใหม่ เปิดตัว “TYME” ห้องใหญ่-ออกแบบต้านแผ่นดินไหว พรีเซล 21-22 พ.ย.นี้
VING : เปลี่ยนไอเดียจากสนามวิ่ง สู่แบรนด์ไทยที่อยากให้โลกรู้จัก
Business VING : เปลี่ยนไอเดียจากสนามวิ่ง สู่แบรนด์ไทยที่อยากให้โลกรู้จัก
ชาตราเบอร์ 5 หนุน รร.ฝึกอาชีพ กทม. มอบวัตถุดิบปั้นบาริสต้าหน้าใหม่ พร้อมเดินเกมรุกตลาดผู้ประกอบการ
Biz Movement ชาตราเบอร์ 5 หนุน รร.ฝึกอาชีพ กทม. มอบวัตถุดิบปั้นบาริสต้าหน้าใหม่ พร้อมเดินเกมรุกตลาดผู้ประกอบการ
หุ้นไทยปิดพุ่ง 16.36 จุด แรงซื้อบิ๊กแคปหนุน จับตาฟันด์โฟลว์ไหลเข้าจากอินโดฯ
Finance หุ้นไทยปิดพุ่ง 16.36 จุด แรงซื้อบิ๊กแคปหนุน จับตาฟันด์โฟลว์ไหลเข้าจากอินโดฯ
CP ขอสิ้นสุดสัญญา ‘อีอีซี’ รับสภาพไฮสปีด 3 สนามบินส่อล่ม
Economic CP ขอสิ้นสุดสัญญา ‘อีอีซี’ รับสภาพไฮสปีด 3 สนามบินส่อล่ม
SMEs ลำพูนขานรับ กขค. คุมเครดิตเทอม จี้ลด VAT เกษตรเหลือ 3%
เศรษฐกิจภูมิภาค SMEs ลำพูนขานรับ กขค. คุมเครดิตเทอม จี้ลด VAT เกษตรเหลือ 3%
ไทยสมุทรฯ ส่งประกันออมทรัพย์ 10/4 จ่ายเบี้ย 4 ปี รับเงินคืน 20% ทุกปี ชูสิทธิลดหย่อนภาษี
Finance ไทยสมุทรฯ ส่งประกันออมทรัพย์ 10/4 จ่ายเบี้ย 4 ปี รับเงินคืน 20% ทุกปี ชูสิทธิลดหย่อนภาษี
ราคาทองวันนี้ (26 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท รูปพรรณบาทละ 65,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (26 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท รูปพรรณบาทละ 65,150 บาท
‘ชัชชาติ’ โอดงบฯกลางเหลือแค่ 28 ล้าน จ่อขอสภาเพิ่ม 1.1 พันล้านจ่ายเยียวน้ำท่วม
Politics ‘ชัชชาติ’ โอดงบฯกลางเหลือแค่ 28 ล้าน จ่อขอสภาเพิ่ม 1.1 พันล้านจ่ายเยียวน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

ทำไมบางประเทศยกหนี้กู้เรียนให้ประชาชน

29 ส.ค. 2565 | 01:45น.
  • ปณิศา เอมโอชา
  • ผู้สื่อข่าวพิเศษ

บีบีซีไทย คุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสินเชื่อเพื่อการศึกษาในสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย เพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดบางประเทศจึงสามารถยกหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาให้ประชาชนได้ และมีความเป็นไปได้ไหมที่กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาจะเป็นกองทุนที่บริหารจัดการอย่างคุ้มค่าภาษีประชาชน ในเวลาเดียวกันยังสร้างอนาคตให้ประเทศได้ดีที่สุด

เพื่อต้านกระแส #ล้างหนี้ กยศ. ที่ประชาชนส่วนหนึ่งออกมาล่ารายชื่อออนไลน์แก้ไขกฎหมายชำระคืนเงินกู้ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ชี้แจงว่า การทำเช่นนั้นจะไปตัดโอกาสคนรุ่นใหม่

เขาชี้ว่า “กยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียนที่ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินในการกู้ยืม”

กราฟฟิค

ที่มาของภาพ, Getty Images

 

แต่หากย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง กยศ. จะเห็นว่าทุนประเดิมในการก่อตั้งมาจากงบประมาณแผ่นดินจำนวน 3 พันล้านบาท และแม้ กยศ.จะเป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินหรือรัฐวิสาหกิจ แต่ กยศ.ก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

รูปแบบองค์กร กยศ.แตกต่างไปจาก Student Loan Company (SLC) ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ แต่ SLC ก็ทำหน้าที่ให้เงินกู้เพื่อการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษา ที่บางส่วนประสบปัญหาไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้เช่นเดียวกับในไทยและอีกหลายประเทศ

แต่จุดแตกต่างที่สำคัญ คือ SLC มีการยกหนี้ให้เมื่อถึงเวลาที่กำหนด

“เราไม่อยากทำให้ใครล้มละลาย” เบน วอล์ตแมนน์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส สถาบันศึกษาเศรษฐกิจการคลัง (ไอเอฟเอส) ในสหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีไทย

เขาอธิบายเพิ่มว่า “มันเข้าใจได้ อย่างน้อยที่สุดสำหรับผม” เนื่องจากเวลาผ่านมาแล้ว 20 ปี ผู้กู้ยังผ่อนหนี้ไม่หมด “ก็ชัดเจนว่า พวกเขาจ่ายไม่ไหวแน่ ๆ ”

ในอังกฤษและเวลส์ผู้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาจะต้องเริ่มชำระเงินกู้เมื่อมีรายได้ถึง 27,295 ปอนด์ต่อปี ตัวเลขนี้จะลดลงเป็น 25,000 ปอนด์ต่อปี ตั้งแต่เดือน ก.ย.2023

ในสกอตแลนด์ผู้กู้ต้องเริ่มชำระเงินคืนเมื่อมีรายได้ถึง 25,000 ปอนด์ต่อปี และไอร์แลนด์เหนือ 20,000 ปอนด์

ภายใต้ระบบปัจจุบัน เมื่อกู้เงินไปครบระยะเวลา 30 ปี (รัฐบาลมีแผนจะเลื่อนออกไปเป็น 40 ปี) รัฐบาลจะยกหนี้ให้ผู้กู้ไม่ว่าจะคงค้างอยู่เท่าใด

หากมองเพียงการยกหนี้ให้ อาจมีผู้คิดว่า สหราชอาณาจักรมีระบบเงินกู้เพื่อการศึกษาดีที่สุดในโลก

ทว่าในบทความปี 2018 ที่ตีพิมพ์ลงเดอะนิวยอร์กไทมส์ นักเศรษฐศาสตร์ 11 คน เปรียบเทียบการให้เงินกู้เพื่อการศึกษาใน 4 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สวีเดน และสหรัฐฯ ได้ชี้ให้เห็นข้อแตกต่างและข้อดีของแต่ละประเทศ

โดยส่วนใหญ่เห็นว่า ระบบของออสเตรเลียเป็นระบบที่ดีด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้กู้จ่ายดอกเบี้ยตามฐานเงินเดือนได้ที่ได้รับ คือรายได้มากจ่ายดอกเบี้ยมากกว่า อย่างไรก็ดี ข้อด้อยของระบบออสเตรเลียคือสามารถกู้ได้เฉพาะค่าเล่าเรียน ขณะที่อังกฤษกู้ได้ทั้งค่าเทอมและค่ากินอยู่  ในเวลาเดียวกันค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรสูงกว่าออสเตรเลียมาก

ออสเตรเลีย : “คุณจะเป็นหนี้ไปตลอดชีวิต”

ในปี 1989 ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกของโลกที่บังคับใช้นโยบายการจ่ายคืนสินเชื่อเพื่อการศึกษาโดยผูกกับรายได้ในอนาคตของผู้กู้หรือที่รู้จักกันในชื่อ Income contingent loans (ICL)

ดร.กวิลิม โครเชอร์ อาจารย์อาวุโสจากศูนย์วิจัยการศึกษาระดับสูงแห่งเมลเบิร์น มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น เผยกับบีบีซีไทยว่า แม้หลายประเทศจะหยิบเอานโยบายไอซีแอลไปใช้ อาทิ สหราชอาณาจักร ทว่ากระบวนการดำเนินการจริงมีความแตกต่างกันและมักจะมี “ปีศาจอยู่ในรายละเอียดเสมอ”

ความแตกต่างหนึ่งระหว่างสหราชอาณาจักรและออสเตรเลียคือ ในออสเตรเลีย “คุณจะเป็นหนี้ไปตลอดชีวิต” ในกรณีที่คุณไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ดร.โครเชอร์ชี้ว่า รัฐบาลออสเตรเลียไม่มีนโยบายยกหนี้ให้กับประชาชน

ดร.กวิลิม โครเชอร์

ที่มาของภาพ, Paul Burston

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลสหรัฐฯ (ฟูลไบรท์) ชาวออสเตรเลียผู้นี้ชี้ว่า ก่อนที่จะให้เหตุผลว่า ทำไมการไม่ยกหนี้ให้ประชาชนไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ต้องเข้าใจว่า เงินสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการศึกษานี้มาจากรัฐบาลหรือเข้าใจง่าย ๆ ว่า มาจากภาษีประชาชนนั่นเอง นอกจากนี้ รูปแบบการจ่ายหนี้คืนของออสเตรเลียคำนวณจากฐานเงินเดือนเป็นหลัก

“ถ้าคุณไม่มีรายได้ คุณก็ไม่ต้องจ่ายหนี้คืน ถ้าคุณตกงาน คุณก็ไม่ต้องทนจ่ายหนี้” คือนโยบายที่ออสเตรเลียใช้

ตามข้อมูลจากรัฐบาลออสเตรเลียพบว่า ณ ปี 2022-2023 ประชาชนจะต้องเริ่มจ่ายสินเชื่อเพื่อการศึกษาคืนก็ต่อเมื่อพวกเขามีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 48,361 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปีขึ้นไป

ผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 48,361-55,836 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ต้องจ่ายสินเชื่อคืนในสัดส่วน 1% ของรายได้เท่านั้น ก่อนที่ขั้นบันไดสัดส่วนการจ่ายคืนจะขยับขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 10% สำหรับคนที่มีรายได้ตั้งแต่ 141,848 ดอลลาร์ออสเตรเลียขึ้นไป

ค่าแรงขั้นต่ำของออสเตรเลียตั้งแต่ 1 ก.ค. 2022 เป็นต้นไป อยู่ที่สัปดาห์ละ 812.60 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นมูลค่าปีละ 42,200 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

ขณะที่ค่ากลาง (มีเดียน) ของรายรับชาวออสเตรเลียระหว่างปี 2018-2019 อยู่ที่ปีละ 51,389 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ค่ากลางในที่นี้คือเงินเดือนที่อยู่ตรงกลางระหว่างเงินเดือนที่น้อยที่สุดและมากที่สุดที่มีการจ่ายจริงในประเทศ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยเงินเดือนที่คำนวณจากการเอาเงินเดือนที่น้อยที่สุดมาบวกกับเงินเดือนที่มากที่สุดและหารด้วยจำนวนแรงงานทั้งหมด)

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ ดร.โครเชอร์ ย้ำคือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการศึกษาจะขึ้นตามดัชนีราคาผู้บริโภคหรืออัตราเงินเฟ้อเท่านั้น หมายความหนี้ของนักเรียนจะไม่สะสมจนกลายเป็นหนี้ก้อนโต

เด็กผู้หญิงเดินผ่านป้ายมหาวิทยาลัย

ที่มาของภาพ, Getty Images

“มีหลักฐานจำนวนมากที่ชี้ว่า การศึกษาต่อระดับปริญญาช่วยให้คุณหาเงินได้มากขึ้นตลอดชีวิต มันจึงยุติธรรมที่คุณต้องจ่ายคืน” นั่นคือเหตุผลข้อแรกที่ ดร.โครเชอร์ อธิบายสาเหตุที่รัฐบาลไม่ยกหนี้ให้ประชาชน

ส่วนเหตุผลข้อที่สองคือ “แม้เราจะไม่ยกหนี้ให้ แต่สุดท้ายลูกหนี้บางคนก็ตาย บางคนก็ทำงานพาร์ตไทม์ บางคนต้องดูแลลูกหรือพ่อแม่ หนี้จำนวนหนึ่งจะไม่ถูกจ่ายคืนอยู่ดี”

ดร. โครเชอร์ ทิ้งท้ายว่า สำหรับออสเตรเลียนโยบายสินเชื่อเพื่อการศึกษามีความสำคัญต่อประชากรอย่างมาก เนื่องจากนโยบายดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักเรียนมีทางเลือกในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

ฐานข้อมูลที่ธนาคารโลกรวบรวมจาก 142 ประเทศทั่วโลก ในปี 2014 ตอกย้ำว่า การลงทุนในการศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาขั้นสูง นำไปสู่การมีรายได้ที่สูงขึ้น โดยเฉลี่ยผู้ที่ได้รับการศึกษามากขึ้นหนึ่งปี จะมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% โดยในหมู่ผู้ที่ได้รับการศึกษาขั้นสูงมากขึ้นหนึ่งปี จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 15%  ระดับประถมศึกษา 11% และ 7.4% ในระดับมัธยมศึกษา

สหราชอาณาจักร : เมื่อคุณมีโอกาสที่จะได้รับการยกหนี้ให้

กลับมาที่สหราชอาณาจักร ปัจจุบันรัฐบาลอังกฤษปล่อยสินเชื่อเพื่อการศึกษาให้นักเรียนราว 1.5 ล้านคน เป็นมูลค่าราว 20,000 ล้านปอนด์ ทุก ๆ ปี หากนับยอดหนี้คงค้าง ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2022 ที่ผ่านมา รัฐบาลแบกภาระหนี้อยู่ 182,000 ล้านปอนด์ ทั้งยังประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวจะขึ้นไปถึง 460,000 ล้านปอนด์ ในช่วงกลางทศวรรษ 2040

ที่ผ่านมารัฐบาลเองก็มีความกังวลกับสัดส่วนของผู้กู้เงินที่ไม่มีรายได้เพียงพอในการจ่ายคืนหนี้เช่นเดียวกัน

เบน วอล์ตแมนน์

ที่มาของภาพ, เบน วอล์ตแมนน์

เว็บไซต์ของรัฐบาลอังกฤษระบุว่า “ภายใต้ระบบปัจจุบัน ผู้คนเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยมากกว่าที่เคยมีมา แต่บ่อยครั้งที่นักเรียนไปกระจุกตัวอยู่ในสาขาวิชาคุณภาพต่ำที่ไม่ส่งให้พวกเขาได้งานที่ได้ผลตอบแทนที่ดี” ซึ่งหมายความว่า ผู้กู้เหล่านี้ไม่สามาถจ่ายหนี้คืนได้

ปัจจุบันผู้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาจะได้รับการยกหนี้หลังเวลาผ่านไป 30 ปี แต่รัฐบาลมีแผนเลื่อนเวลาการยกหนี้ออกไปเป็น 40 ปี โดยให้เหตุผลว่า จะช่วยลดภาระของผู้เสียภาษี เพราะปัจจุบันมีคนเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น แต่คาดว่า ผู้ที่กู้เงินเรียนในปี 2020 ทั้งหมด จะมีเพียง 25% เท่านั้นที่จะจ่ายหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาได้เต็มจำนวน  แต่พรรคเลเบอร์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านระบุว่า การเลื่อนเวลายกหนี้ออกไปจะทำให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบหนักที่สุด

และนายวอล์ตแมนน์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส สถาบันศึกษาเศรษฐกิจการคลัง (ไอเอฟเอส) ในสหราชอาณาจักรก็เห็นตรงกัน

“แม้คุณจะบอกว่า ดอกเบี้ย (เงินกู้) จะถูกลง แต่การผ่อนหนี้ที่นานขึ้นจะส่งผลกระทบกับผู้ที่มีรายได้น้อย” นายวอล์ตแมนน์ย้ำ

การคิดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการศึกษาในสหราชอาณาจักรจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ผู้กู้ได้รับเงินกู้ แต่อัตราจะแตกต่างกันไป เช่นในอังกฤษและเวลส์ จะคิดตามระดับดัชนีราคาขายปลีก (RPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อและบวกอีก 3%

ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลกำหนดเพดานดอกเบี้ยไว้ที่ 7.3% สำหรับนักศึกษาใหม่ที่จะเข้าเรียนในเดือน ก.ย.2022 แต่ต่อมารัฐบาลกำหนดตัวเลขนี้ใหม่เป็น 6.3% เพราะมีการประเมินกันว่า อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นไปเป็นถึง 12% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นมาก (ล่าสุดเดือน ส.ค. อยู่ที่ 10.1%)

ปัจจุบันผู้เป็นหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหลายคนต้องอยู่ในสภาพมีหนี้สะสมก้อนโต

แดน มิอาน เป็นหนึ่งในนั้น เขามีมูลค่าหนี้ราว 40,000 ปอนด์ ณ ปี 2015 หลังจากที่เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาภูมิศาสตร์และเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลัฟบะระ (Loughborough)

ปัจจุบันหนี้ของเขาขึ้นมาอยู่ที่ราว ๆ 45,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นผลมาจากดอกเบี้ยที่สะสม

นายมิอานยอมรับว่า ณ วันที่ตนเองเลือกศึกษาต่อในสาขาดังกล่าว เขายัง “ไม่พบว่า ตัวเองชอบอะไรกันแน่” แต่ก็สามารถเรียนได้อย่างดี

ทว่าเมื่อเขาเรียนจบ การดิ้นรนก็เริ่มต้นขึ้น

“ผมตกลงมาอยู่ในจุดตกต่ำของชีวิต สมัครงานกว่า 50 ที่ แต่ก็ไม่ได้เลย จนต้องย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัว”

หลังจบมาได้ 6 เดือน เขาได้งานในที่สุด แต่นั้นก็ไม่ใช่งานที่เขาอยากทำจริง ๆ เพียงไม่ถึงหนึ่งปีเขาก็ตัดสินใจลาออกจากงาน จากปัญญาทางสุขภาพจิต

“ตอนนั้นผมคือคนอายุยี่สิบสองปีที่จบปริญญาออกมาพร้อมหนี้ก้อนโต และไม่มีงานทำ ผมแค่คิดว่า ทั้งหมดที่พยายามทำมา มันเพื่ออะไรกันแน่” นายมิอานเล่า

ปัจจุบันอดีตนักศึกษาจบใหม่ที่เคยต้องดิ้นรนสมัครงานหลายร้อยแห่งเพื่อค้นพบว่า นั่นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ทำงานเป็นผู้จัดการด้านการตลาดให้กับบริษัทบีที กรุ๊ป ทั้งยังเปิดกิจการให้คำปรึกษากับนักศึกษาที่ประสบปัญหาแบบเดียวกับเขา

“ผมจบมาแล้วหกปี ได้งานที่ดี ธุรกิจก็ไปได้สวย แต่ผมก็ยังเป็นหนี้อยู่ และเป็นหนี้ในจำนวนที่มากกว่าเดิมด้วย”

“ผมรู้ว่า มันคือระบบการจ่ายตามขั้นบันไดเงินเดือน แต่นี่มันคือภาษีที่ต้องจ่ายทั้งชีวิต”

นักศึกษา

ที่มาของภาพ, Getty Images

แต่นับตั้งแต่เดือน ก.ย. ปี 2023 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการศึกษาสำหรับผู้กู้ใหม่จะคิดตามดัชนีราคาขายปลีกเท่านั้น หรือระดับอาร์พีไอบวก 0%

นายวอล์ตแมนน์อธิบายว่า การจ่ายคืนรูปแบบใหม่นี้อาจถูกมองเป็น “ระบบไฮบริด” ได้ คือ สำหรับคนที่มีรายได้น้อย สิ่งนี้ถูกมองเป็นภาษีประเภทหนึ่งที่ต้องจ่ายไปแทบตลอดชีวิต ขณะที่ประชากรที่มีรายได้สูง นี่นับเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำประเภทหนึ่ง

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ นายวอล์ตแมนน์ชี้ว่า เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่า สินเชื่อเพื่อการศึกษาแบบใดดีที่สุดในโลก ทว่าสิ่งที่เขาแนะนำว่า สิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายควรหันมาพิจารณามากขึ้นคือ ให้การสนับสนุนคนที่เหมาะที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยให้ได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ส่วนคนที่มีเส้นทางอื่น ๆ ก็ไม่จำเป็นที่สังคมจะต้องมีบีบคั้นให้ต้องเรียนต่อระดับอุดมศึกษา

“มหาวิทยาลัยไม่ได้ตอบโจทย์ทุกคน และก็เป็นค่าใช้จ่ายราคาแพงของสังคม” นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษชี้

อีกประเด็นที่สำคัญ คือการส่งเสริมให้นักเรียนเข้าถึงสาขาวิชาที่ตอบโจทย์ตลาดการจ้างงาน เขาอธิบายว่า หากคุณเรียนวิชาอย่างเศรษฐศาสตร์หรือแพทย์ที่จะให้ค่าตอบแทนที่สูง ก็มีโอกาสที่คุณจะจ่ายเงินคืนมากกว่า การเรียนวิชาที่ให้ค่าตอบแทนการทำงานต่ำ

“เราต้องคิดถึงสิ่งนี้ การใช้เงินภาษีของประชาชน”

“ระบบ [สินเชื่อเพื่อการศึกษา] ที่เรามีในปัจจุบัน ดีที่สุดหรือยัง ผมคิดว่า ยัง แต่มันก็ช่วยเด็กได้มาก” นายวอล์ตแมนน์ กล่าว

….

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กยศ. หนี้