ธุรกิจบัตรเครดิต จ่อตบเท้าหารือแบงก์ชาติ เคลียร์แนวทางคุมกิจกรรมส่งเสริมการตลาด “ออกแคมเปญ-โปรโมชั่น” สินค้าไม่จำเป็น-หวังลดหนี้ครัวเรือนต่ำกว่า 80% ของจีดีพี “ทีทีบี” ชี้ผู้ประกอบการพร้อมปรับตัว-ลดแคมเปญสุ่มเสี่ยง ด้านน็อนแบงก์รายหนึ่งเชื่อกระทบยอดใช้จ่ายผ่านบัตรแน่นอน หวั่นผู้บริโภคเสียสิทธิที่พึงได้รับ
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์) รายหนึ่ง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคุมการออกแคมเปญการตลาด เพื่อลดการกระตุ้นการก่อหนี้ในสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันนั้น
ต้องบอกว่าบัตรเครดิตเป็นเครื่องมือที่ให้ผู้บริโภคใช้จ่ายแทนเงินสด เพื่อความสะดวก โดยสินเชื่อจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อลูกค้าต้องการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่และต้องการผ่อนชำระ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหมวดในการทำแคมเปญ จะเน้นในเรื่องชีวิตประจำวัน เช่น การจับจ่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต น้ำมัน และร้านอาหาร
ส่วนสินค้า luxury จะเน้นทำตลาดและเจาะไปในกลุ่มเซ็กเมนต์ระดับบนที่มีรายได้สูงเป็นหลัก ถือเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือเป็นกลุ่มเปราะบาง
ดังนั้น หาก ธปท.มีแนวทางการกำกับที่เข้มข้น อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรมทั้งระบบ 2-3 ประเด็น คือ 1.ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร (สเปนดิ้ง) น่าจะลดลง เพราะจะทำให้หมวดหรือแคมเปญที่ถูกจำกัด จากเดิมที่มีการใช้จ่ายส่วนนี้จะหายไป
และจะหันไปใช้เงินสดแทนได้ 2.การแข่งขันจะลดลงและจะกระทบผู้ประกอบการที่ใช้หมวดหรือแคมเปญนั้น ๆ เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ และ 3.ผลประโยชน์จากแคมเปญหรือส่วนลดต่าง ๆ ที่ลูกค้า และสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้รับจากสถาบันการเงิน จะหายไป อย่างกรณีที่เดิมซื้อของ 100 บาท แต่ใช้บัตรเครดิตจ่ายเพียง 80-90 บาท เป็นต้น
“เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกคนไม่ได้เป็นตัวการบ่มเพาะการเป็นหนี้ ซึ่งการที่ ธปท.จะเข้ามาคุมเรื่องแคมเปญ จะเป็นการเข้ามาคุมเรื่องการทำการตลาด ไม่ใช่เรื่องของการให้บริการอย่างเป็นธรรม (market conduct) อย่างไรก็ดี ถ้าเกณฑ์ออกมา ธุรกิจก็พร้อมปฏิบัติ”
ก่อนหน้านี้ นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 ธปท.จะออกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลดพฤติกรรมการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น เพื่อลดหนี้ครัวเรือน โดย ธปท.จะเข้าไปดูแลไม่ให้สถาบันการเงินออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อและโฆษณาแคมเปญต่าง ๆ ที่ไปกระตุกพฤติกรรมของลูกหนี้ในสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับลูกหนี้ อย่างพวกของมันต้องมี เป็นต้น
และหลังจากนั้น ก็จะมีเกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อ ที่นอกจากพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ แต่จะต้องคำนึงถึงรายได้ในการดำรงชีพด้วย ทั้งหมดนี้ ธปท.ต้องการเห็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนให้ลงมาอยู่ในระดับยั่งยืนที่ไม่เกิน 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
นายอธิศ รุจิรวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด ในฐานะประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต สมาคมธนาคารไทย กล่าว ภายในเดือน ต.ค.นี้ ทางชมรมธุรกิจบัตรเครดิต จะเข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และฟังความคิดเห็น
ในประเด็นที่ ธปท.ให้ความเป็นห่วงเกี่ยวกับภาระหนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้น โดยมีแนวทางที่จะออกเกณฑ์มากำกับดูแลในเรื่องการจัดทำแคมเปญการตลาดและโปรโมชั่นในส่วนของบัตรเครดิต
นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า ธุรกิจบัตรเครดิตในภาพรวมอาจจะไม่ได้กังวลมาก แม้ว่า ธปท.จะเข้ามาคุมการจัดทำแคมเปญของผู้ประกอบการ เพราะเชื่อว่าผู้ประกอบธุรกิจทุกรายไม่ได้แข่งขันกระตุ้นมากเกินไป โดยธุรกิจพร้อมปฏิบัติตาม หาก ธปท.เห็นว่าจุดใดหรือแคมเปญส่วนไหนมีความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือน
ทั้งนี้ ปัจจุบันสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลในระบบมีอยู่ราว 4-5 แสนล้านบาท ถือว่าสัดส่วนไม่มาก เมื่อเทียบกับสินเชื่อคงค้างทั้งระบบที่มีกว่า 1 ล้านล้านบาท และในช่วง2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ได้เติบโตมาก
โดยแม้ว่าสถาบันการเงินไม่ได้ทำโปรโมชั่น แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ก็ยังมีการทำแคมเปญ เพียงแต่เปลี่ยนจากลด แลก แจก แถม มาเป็นผ่อนชำระ 0%
“ต้องกลับมาดูประเภทสินค้า หรือจุดไหนที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะไปกระตุ้นหนี้ครัวเรือน ก็อาจจะปรับแผนกันไป และไปทำในจุดที่สามารถยังทำได้ เช่น ออนไลน์ และใช้เป็นโค้ด หรือหมวดไหน ก็คงกลับมาดูกัน เช่น ในอดีตกังวลเรื่องการรูดบัตรซื้อทองคำ
หรือกินอาหารและผ่อนได้ แพ็กเกจทัวร์ ซึ่งแคมเปญเหล่านี้ก็ทยอยลดลงไปเยอะแล้ว บางอันเป็นแค่กิมมิกระยะสั้น ท้ายที่สุดเชื่อว่าผู้ประกอบการก็คงปรับตัวได้ และพร้อมปฏิบัติตามแนวทางแบงก์ชาติ” นายฐากรกล่าว