5 บอร์ด “กสทช.” ลงมติรับทราบดีลควบรวม “ทรู-ดีแทค” แล้วเรียบร้อยเมื่อ 20 ต.ค. 2565 ที่ผ่านมา หลังใช้เวลาประชุมนานกว่า 11 ชั่วโมง ซึ่งนอกจากจะใช้เวลาไปกับการพิจารณามาตรการและเงื่อนไขในการกำกับดูแลและคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว กว่าจะลงสรุปคะแนนโหวตจนได้ผลออกมาว่าเป็น “เสียงข้างมาก” ได้ก็ไม่ง่าย
โหวตเสมอแต่แพ้ ?
เพราะคะแนน 3:2 ที่ได้มานั้น มาจากการที่ประธานในที่ประชุมใช้อำนาจตามข้อ 41 ของระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. 2555 ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเพื่อชี้ขาด
ด้วยว่า 1 ใน 5 กสทช. คือ พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ งดออกเสียง
นั่นทำให้คะแนนเสียงออกมาเท่ากัน (2:2:1) จึงต้องหาข้อสรุปด้วยการ “ดับเบิลโหวต”
ใครลงคะแนนโหวตข้างไหน
กสทช.เสียงข้างมาก ได้แก่ นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และ นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ กสทช.มีมติเห็นว่าการรวมธุรกิจในกรณีนี้ไม่เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันตามข้อ 8 ของประกาศ กทช.เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 (ประกาศฉบับปี 2549) โดยนัยของผลตามข้อ 9 ของประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม (ประกาศฉบับปี 2561) และให้พิจารณาดำเนินการตามประกาศฉบับปี 2561 โดยรับทราบการรวมธุรกิจ และเมื่อ กสทช. ได้รับรายงานการรวมธุรกิจแล้ว กสทช.มีอำนาจกำหนดเงื่อนไข/มาตรการเฉพาะตามข้อ 12 ของประกาศฉบับปี 2561
ส่วนที่ประชุมเสียงข้างน้อย ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง รามสูต และ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช.เห็นว่ากรณีนี้เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกัน และให้พิจารณาดำเนินการพิจารณาตามข้อ 8 ของประกาศ กทช.เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 โดย กสทช.อาจสั่งห้ามการถือครองกิจการหรือกำหนดมาตรการเฉพาะตามหมวด 4 ของประกาศดังกล่าว
“อ.พิรงรอง” แจง 7 เหตุผล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เขียนข้อความอธิบายเหตุผลในเฟซบุ๊กระบุว่า ในทางกฎหมายตัดสินใจสงวนความเห็นที่จะรับทราบการรวมธุรกิจ และยืนยันที่จะไม่อนุญาต โดยระบุถึงเหตุผลที่ไม่อนุญาตให้รวมธุรกิจว่า มี 7 ข้อ คือ
1.เมื่อรวมธุรกิจแล้วจะทำให้เกิดบริษัทใหม่ (NewCo) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) ทำให้ทั้ง TUC และ DTN กลายเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์กันทางนโยบาย หรืออำนาจสั่งการเสมือนเป็นหน่วยธุรกิจเดียวกัน (Single Economic Entity) ที่ไม่มีการแข่งขันระหว่างกันตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
และว่า ก่อนการรวมธุรกิจ TUC มีส่วนแบ่งตลาด 31.99% และ DTN มีส่วนแบ่ง 17.41% เมื่อรวมกันจะมีส่วนแบ่ง 49.40% ทำให้ตลาดเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 2 ราย เกิดสภาวะที่เรียกว่า “Duopoly”
ลดผลกระทบทำไม่ได้จริง
2.SCF Associates Ltd. ที่ปรึกษาอิสระจากต่างประเทศสรุปว่า จากการศึกษาแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบเชิงลบต่อผู้บริโภค มากกว่าข้อดี อีกทั้งมาตรการเฉพาะเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถเป็นจริงได้ทั้งหมด ในบริบทของตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทย เช่น การสนับสนุนให้เกิดผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNO) รายใหม่, การส่งเสริมการแข่งขันในตลาดค้าส่ง, การร่วมใช้คลื่น และการโอนคลื่นความถี่ เป็นต้น ขณะที่ในบริบทของเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องลดช่องว่างทางดิจิทัลอย่างประเทศไทย โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นอุปกรณ์ที่คนใช้มากที่สุดเพื่อเชื่อมต่อออนไลน์ การรวมธุรกิจจะนำไปสู่การกระจุกตัวของตลาด และมีโอกาสที่ค่าบริการจะสูงขึ้น
3.การบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรวมธุรกิจภายใต้เงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะต่าง ๆ ที่บังคับผู้ขอรวมธุรกิจ ไม่น่าช่วยเพิ่มระดับการแข่งขันในตลาดได้ และอาจเป็นไปได้ยากในภายหลังจากการควบรวม โดย กสทช.ต้องใช้อำนาจทางกฎหมาย และทรัพยากรในการกำกับดูแลเป็นอย่างมาก โดยไม่อาจคาดหมายได้ว่าเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะจะส่งผลให้เกิดการแข่งขันในตลาดได้เช่นเดียวกับที่เคยมีอยู่ก่อนการควบรวมหรือไม่
หวั่นผูกขาดตลาด
4.ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แสดงถึงประโยชน์ต่อสาธารณะ จากเอกสารประกอบการขอรวมธุรกิจ ยังไม่ชัดเจน และเพียงพอ 5.การรวมธุรกิจมีโอกาสนำไปสู่การผูกขาด และกีดกันการแข่งขัน ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 40, 60, 61 และ 75 และขัดต่อแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 ที่ต้องเพิ่มระดับการแข่งขันของการประกอบกิจการโทรคมนาคม
6.การให้รวมธุรกิจส่งผลกระทบกว้างขวาง และต่อเนื่องระยะยาว ทั้งหวนคืนไม่ได้ เพราะตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ไทยอยู่ในภาวะอิ่มตัว ทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาด และเข้ามาชิงส่วนแบ่งได้ยาก โดยอ้างกรณีในเม็กซิโก และฟิลิปปินส์ ตามรายงานของที่ปรึกษาอิสระจากต่างประเทศที่บอกว่า เป็นเรื่องยากที่จะหวนคืนจากภาวะผูกขาดโดยผู้ประกอบการหนึ่งหรือสองรายไปสู่สภาพการแข่งขันก่อนการรวมธุรกิจ
และ 7.หนึ่งในผู้ขอรวมธุรกิจมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจใกล้ชิดกับกลุ่มธุรกิจครบวงจรรายใหญ่ ซึ่งครอบครองตลาดสินค้า และบริการในระดับค้าปลีก และค้าส่งของทั้งประเทศ จึงมีโอกาสขยายตลาดโดยใช้กลยุทธ์ขายบริการแบบเหมารวม ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกันกับผู้ประกอบการรายอื่น
“ดร.ศุภัช” ย้ำกระทบทุกมิติ
อีกหนึ่ง กสทช.เสียงข้างน้อย “ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย” ได้จัดทำเอกสารชี้แจงประกอบการลงมติกรณีการรวมธุรกิจระหว่างทรู และดีแทค สรุปว่า การรวมธุรกิจอาจก่อให้เกิดผลกระทบทั้งด้านผู้บริโภค การพัฒนาประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี เศรษฐกิจการแข่งขัน ความเหลื่อมล้ำ และมิติต่าง ๆ อีกมาก
โดยระบุว่า ในทางกฎหมาย กสทช.มีอำนาจในการพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตในการรวมธุรกิจตามมาตรา 24 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ข้อ 9 ของประกาศ กสทช.เรื่องมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2561 ประกอบกับข้อ 8 ของประกาศ กสทช.เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549
ประชาชนได้อะไรไม่ชัด
และในด้านเศรษศาสตร์ การรวมธุรกิจระหว่างทรู และดีแทค ส่งผลให้ตลาดที่เกี่ยวข้องมีค่าดัชนีการกระจุกตัวทางเศรษฐศาสตร์ (HHI) มากกว่า 2,500 เพิ่มจากเดิมกว่า 100 ทั้งในแง่ส่วนแบ่งตลาดจากจำนวนผู้ใช้บริการหรือส่วนแบ่งตลาดจากรายได้ ทั้งมีผลกระทบต่อตลาดต้นน้ำในระดับโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดบริการขายส่ง และตลาดบริการข้ามโครงข่าย และมีความเป็นไปได้สูงที่การรวมธุรกิจจะก่อให้เกิดความร่วมมือกันทางธุรกิจที่ก่อให้เกิดอำนาจตลาดสูง ที่ส่งผลต่อการแข่งขัน รายใหม่เข้าสู่ตลาดยากหรือไม่มีทางเข้าสู่ตลาด
ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคม ได้แก่ อัตราค่าบริการมีแนวโน้มสูงขึ้น และทางเลือกน้อยลง, ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยีหรือมีก็ล่าช้า, คุณภาพบริการอาจลดลง, อุปสรรคการเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้รายใหม่ไม่สามารถแข่งได้, ผู้รวมธุรกิจอาจลงทุนต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเนื่องจากขาดแรงจูงใจในการแข่งขัน ไม่เข้าไปลงทุนในพื้นที่ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ทำให้ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมเพิ่มขึ้น นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และต่อจีดีพี ทำให้จีดีพีมีแนวโน้มลดลง เงินเฟ้อสูงขึ้นเมื่อเทียบกับกรณีไม่มีการรวมธุรกิจ โดยระบุว่ายังขาดความชัดเจนว่า ประชาชนจะได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใดจากการรวมธุรกิจในครั้งนี้ ซึ่งในกระบวนการพิจารณาได้พยายามประเมินผลดีของการรวมธุรกิจผ่านวิธีการต่าง ๆ แต่ผลยังไม่ปรากฏแน่ชัดที่มาบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดต่อสาธารณชน เศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศไทย
อีกทั้งจากการศึกษา และประสบการณ์ในอดีตของประเทศต่าง ๆ ที่เกิดการรวมธุรกิจ และเหลือผู้ประกอบการ 2 ราย พบว่าเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ไม่สามารถป้องกันหรือลดทอนผลกระทบอันเกิดจากระดับการผูกขาดที่เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพได้
“ดร.ศุภัช” ย้ำว่า เพื่อไม่ให้ประเทศเผชิญกับความเสี่ยงดังกล่าว ตนจึงไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาอนุญาตการรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค
ทั้งหมดคือเหตุ และผล ที่ทำให้ “2 กสทช.” เสียงข้างน้อยโหวตคัดค้านการควบรวมธุรกิจระหว่าง 2 ยักษ์ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของไทย “ทรู และดีแทค”
- ทรูลุยระดมทุน “หุ้นกู้” แสนล้าน ดีลควบรวม-พลิกเกมการเงิน
- มติ กสทช. 3 : 2 อนุมัติควบรวมทรู-ดีแทค แบบมีเงื่อนไข
- DTAC ได้รับหนังสือ กสทช. พิจารณาดีลควบรวม “ทรู” แบบมีเงื่อนไขแล้ว
- จับตา “หุ้นกู้เสี่ยงสูง” ครบดีลปี’66 มูลค่ากว่า 5.6 หมื่นล้านบาท
- TRUE เตรียมขายหุ้นกู้ 4 ชุด ดอกเบี้ยสูงสุด 5.15% ต่อปี จองซื้อต้นเดือน พ.ย.