นักวิเคราะห์อ่านเทรนด์ค่าเงินบาทปี’66 ชี้ผันผวนตามนโยบายการเงินเฟด-พื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศ “สแตนชาร์ต” คาดครึ่งปีแรก “บาทอ่อนค่า” แตะ 36 บาท/ดอลลาร์ ปลายปีพลิกแข็งค่า 35 บาท จากปัจจัยเลือกตั้ง-ท่องเที่ยวฟื้นดันดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาบวก ขณะที่ “กรุงไทย” คาดฟันด์โฟลว์ไหลเข้าสุทธิ 1.5 แสนล้านบาท มองสิ้นปี’66 เงินบาทแตะ 34 บาท/ดอลลาร์ ฟาก “ทีทีบี” ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่องหนุนเงินบาทปีหน้าแข็งค่า
ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางค่าเงินบาทในปี 2566 คาดว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี เงินบาทจะมีแนวโน้มอ่อนค่าไปอยู่ที่ระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า และเงินบาทอ่อนค่า
จากนั้นในช่วงครึ่งปีหลัง เงินบาทจะแข็งค่าขึ้น โดยคาดว่า ณ สิ้นปีจะอยู่ที่ระดับ 35.00 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยภายในประเทศที่ภาพชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่องรัฐบาลใหม่ และนโยบายใหม่ ประกอบกับเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา จะเห็นว่ากระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ส่วนหนึ่งไหลเข้ามา เพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และบางส่วนมาจากความมั่นใจในเศรษฐกิจไทย ซึ่งหากนโยบายรัฐบาลชุดใหม่น่าสนใจ จะยิ่งเป็นแรงดึงดูดเงินทุนไหลเข้า
“ปีหน้า ช่วงครึ่งปีแรก จะเห็นเงินบาทอ่อนค่าก่อน เป็นไปตามสตอรี่ของสหรัฐ และหลังช่วงครึ่งหลัง เงินบาทจะทยอยแข็งค่าตามความมั่นใจของ growth outlook เศรษฐกิจไทย ประกอบกับดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาบวกที่ 4% ของ GDP ทั้งนี้ หากดูความเชื่อมั่นนักลงทุนสะท้อนได้จากปี 2565 ที่ตอนต้นปีเงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดที่ 38.50 บาทต่อดอลลาร์ คล้ายสกุลเงินอื่นในภูมิภาค แต่เงินบาทก็กลับมาแข็งค่ากว่าคนอื่น สะท้อนว่านักลงทุนมองไทยดีกว่าประเทศอื่น ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ารวมกว่า 2 แสนล้านบาท จากปี 2564 ที่เงินไหลออกกว่า 5 หมื่นล้านบาท” ดร.ทิมกล่าว
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทปีหน้า ภาพรวมยังคงมีความผันผวน เนื่องจากภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐ และยูโรโซนมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถดถอย และมีปัจจัยภายในประเทศของไทย ทั้งเรื่องการจ่ายปันผลและการเลือกตั้ง รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น

“จากปัจจัยเหล่านี้ ธนาคารประเมินกรอบเงินบาท ปี 2566 ทยอยแข็งค่า ณ สิ้นปีจะอยู่ที่ระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่กรณีที่ไม่เกิดเศรษฐกิจถดถอย จะอยู่ที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยไตรมาสแรก เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าเล็กน้อยในกรอบ 34.75 บาทต่อดอลลาร์ แต่ไตรมาส 2 จะมีปัจจัยภายนอกเรื่องเศรษฐกิจถดถอย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายกำไร (take profit) ในตลาดหุ้น รวมถึงเรื่องการจ่ายปันผลและเลือกตั้งในประเทศ ทำให้บาทมีโอกาสอ่อนค่าไปแตะ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ และไปแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี”
นายพูนกล่าวว่า ทิศทางฟันด์โฟลว์ปีหน้า ทั้งปีเงินทุนน่าจะไหลเข้าสุทธิราว 1-1.5 แสนล้านบาท ขึ้นกับปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจถดถอย โดยช่วงต้นปี อาจจะเห็นเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นราว 1 หมื่นล้านบาท และในกลางปีจะเริ่มเห็นเงินทุนไหลออกราว 1 แสนล้านบาท ถือว่าไม่สูงเทียบเท่าในปี 2563 ที่มีการระบาดของโควิด-19 ที่มีแรงเทขายต่อเนื่องกว่า 2 แสนล้านบาท และปลายปีตลาดเอเชียและจีนเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ทำให้เงินไหลกลับเข้ามา ขณะที่ตลาดพันธบัตร (บอนด์) จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่กลับทิศทางกับดอกเบี้ยเฟด ทำให้นักลงทุนทยอยซื้อบอนด์ไทย ซึ่งจะเห็นเงินไหลเข้าในตลาดบอนด์ได้ในระดับ 1 แสนล้านบาท
“จากที่ปี 2565 นี้ ตลาดหุ้นมีเงินไหลเข้าเกือบ 2 แสนล้านบาท ตลาดบอนด์อีก 5 หมื่นล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดว่าคงเป็นเงินทุนไหลเข้าสุทธิราว 1.5 แสนล้านบาท สอดคล้องกับค่าเงินบาทที่ขยับแข็งค่าในช่วงปลายปี โดยเงินบาทในปีหน้า ก็คงไม่สมูทเหมือนชื่อกับปีกระต่าย ยังคงเห็นความผันผวน ช่วงกลางปีจะเห็นบาทอ่อนค่าไปแตะ 36 บาท และทยอยแข็งค่า ในช่วงครึ่งหลังของปีตามกระแสเงินทุนไหลเข้า แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจถดถอย และการเมืองบ้านเราด้วย” นายพูนกล่าว
นางสาวบุษรัตน์ เบญจรงคกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า ในปี 2566 ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น จาก ณ สิ้นปี 2565 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 34.50-35.30 บาทต่อดอลลาร์ ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ GDP ไทยขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.6% แรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ทำให้ดุลเดินสะพัดจะกลับมาเป็นบวก และค่าขนส่งที่มีแนวโน้มลดลงกลับสู่ระดับปกติ ในขณะที่ดุลการค้าไทยเริ่มกลับสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น เมื่อทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ไม่สูงขึ้นไปกว่าปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามปัจจัยตลาดต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความผันผวนสูงต่อไป