เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พยากรณ์อากาศ 7 วัน (12 – 18 ก.ย. 69) มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักมากบางแห่ง กทม. 60-80%
News พยากรณ์อากาศ 7 วัน (12 – 18 ก.ย. 69) มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักมากบางแห่ง กทม. 60-80%
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (13 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.09% อยู่ที่ 77,254 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (13 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.09% อยู่ที่ 77,254 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (13 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (13 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
Business ‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-Disagree Gen Z ทำไมคิดต่าง
SD ‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-Disagree Gen Z ทำไมคิดต่าง
ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
Real Estate ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
Politics มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
Business ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
News แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
ดูทั้งหมด

ธปท.จับตาปรับขึ้น “ค่าไฟ” กระทบต้นทุน กดดันเงินเฟ้อ ปี’66 หลุดกรอบ 3%

20 ธ.ค. 2565 | 08:47น.
ธนาคารแห่งประเทศไทย แบงก์ชาติ logo

ธปท.มองเศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวเข้าสู่ศักยภาพระดับ 3-4% หลังภาคการท่องเที่ยว-การบริโภคในประเทศหนุนจีดีพีปี 2566 ขยายตัว 3.7% ลั่นยังทำนโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ปักหมุดดอกเบี้ยอยู่จุดใด ชี้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนกระทบหนี้ภาคธุรกิจจำกัด จับตาปรับขึ้น “ค่าไฟ” ส่งผ่านต้นทุนกดดันเงินเฟ้อปีหน้าหลุดกรอบ 3%

นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) ครั้งที่ 4/2565 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้มีความท้าทายจากปัจจัยเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นในรอบ 30-40 ปี

จากราคาพลังงานที่เร่งตัวสูงขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยปรับเร็ว แรง และพร้อมเพรียงกันในรอบ 50 ปี ทำให้ภาวการณ์ตึงตัว และเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ซึ่งเป็นบริบทที่มีความท้าทายของไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเพิ่งมีการฟื้นตัวจากปัญหาโควิด-19 และการฟื้นตัวไม่ทั่วถึงแบบ K-Shaped Recovery

อย่างไรก็ดี ปัญหาเงินเฟ้อของไทยมาจากอุปทาน และคาดว่าจะทยอยลดลงกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายภายในครึ่งปีหลังของปี 2566 ทำให้นโยบายการเงินเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่ได้มีเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยนโยบายสุดท้าย (Terminal Rate) จะปักหมุดอยู่ที่ระดับใด

ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของเศรษฐกิจว่าในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าการฟื้นตัวจะเต็มศักยภาพหรือไม่ และอัตราเงินเฟ้อที่มาจากอุปสงค์จะมากดดันหรือเปล่า และดูผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวสู่ดุลยภาพ

ทั้งนี้ หากดูศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (Potential Growth Output) ยอมรับว่าในช่วงหลังศักยภาพของเศรษฐกิจไทยลดลงจากปัญหาเชิงโครงสร้างตลาดแรงงานและประชากรที่สูงวัย ขณะที่การลงทุนไม่ได้มีการลงทุนเท่าที่ควร ทำให้การทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ

และปัญหาโควิด-19 กระทบการเติบโตในปัจจุบัน และส่งผลต่ออนาคต ซึ่งโดยปกติดุลยภาพการเติบโตจะต้องอยู่ที่ระดับ 3-4% ซึ่งสอดคล้องกับที่ ธปท.สอดคล้องกับประมาณการเติบโตที่ปีนี้ 3.2% และปี 2566 อยู่ที่ 3.7% และปี 2567 อยู่ที่ 3.9% อย่างไรก็ดี ปัจจัยหนุนระยะสั้นได้ลดลงไป จึงจำเป็นต้องหาการเติบโตในระยะยาว

และหากดูในระยะสั้น 2 ไตรมาสข้างหน้าแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวเป็นสำคัญของไทย โดยนักท่องเที่ยว 2 ใน 3 หรือประมาณ 50% มาจากตลาดอาเซียนและเอเชีย ซึ่งในปี 2566 เศรษฐกิจอาเซียนและเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตมากสุดหากเทียบกับเศรษฐกิจหลัก ดังนั้น จากแนวโน้มดังกล่าวแนวนโยบายการเงินของไทยการปรับดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องปรับแบบกระชากหรือเปลี่ยนทิศ

“ความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจไทย คือ เศรษฐกิจโลกจากเงินเฟ้อ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวรุนแรง ทำให้ดอกเบี้ยปรับพร้อมเพรียงกัน ทำให้เศรษฐกิจหลักชะลอตัว แต่คงไม่ได้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ Recession และความเสี่ยงไม่ได้มาจากเศรษฐกิจสหรัฐชะลอ แต่มาจากตลาดการเงินโลกเปราะบาง หากตลาดการเงินเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น ก็ต้องมาดูว่าจะกระทบไทยมากน้อยแค่ไหน แต่นโยบายการเงินที่ทำอยู่ยังคงเหมาะสมกับบริบทของไทย”

ส่งผ่านนโยบายการเงินเป็นไปตามคาด

นายสุธัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย และอัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามคาด และสอดคล้องกับที่ประมาณการไว้ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้ผ่านจุดสูงสุด (พีก) ในไตรมาสที่ 3/2565 และจะกลับเข้ากรอบ 1-3% ภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2566

หากพิจารณาจากกรอบเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางและยาวค่อนข้างอยู่ในกรอบเป้าหมาย
ขณะที่การส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ดอกเบี้ยสถาบันการเงิน พบว่า ธนาคารพาณิชย์มีการปรับดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ โดยมีการปรับอัตราดอกเบี้ยรายใหญ่ชั้นดี (MLR) เฉลี่ยอยู่ที่ 0.25% และอัตราดอกเบี้ยรายย่อยชั้นดี (MRR) ในอัตราที่น้อยกว่า เพื่อช่วยเหลือลูกค้า

ส่วนอัตราแลกเปลี่ยน จะเห็นว่ามีความกังวลจะอ่อนค่าต่อเนื่อง จากระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนว่าไม่ได้เป็นการอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยต้นปี-ปัจจุบันค่าเงินอ่อนค่าอยู่ที่ 4.5% จากเดิมอยู่ที่ 10% แสดงว่าเงินบาทยังคงมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ดี ธปท.ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนอาจจะเป็นปัจจัยเข้ามากระทบต่อธุรกิจที่มีหนี้ต่างประเทศสูง และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

หนี้ภาคธุรกิจ-ครัวเรือนฟื้นตัวดีตามลำดับ

ทั้งนี้ หากดูข้อมูลหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 40% ของจีดีพี ทั้งในส่วนของภาคธนาคารและภาคเอกชน มีสัดส่วนเท่ากันที่ระดับ 20% ของจีดีพี อย่างไรก็ดี ในส่วนของภาคธนาคารค่อนข้างมีเสถียรภาพเพราะมีการบริหารจัดการที่ดี และมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging)

และหากโฟกัสหนี้ต่างประเทศของภาคธุรกิจที่มีสัดส่วน 20% ของจีดีพี จากจำนวนบริษัทที่มีหนี้ต่างประเทศมากที่สุด 700 แห่ง พบว่า บริษัทที่มีหนี้ต่างประเทศเกิน 50% มีประมาณ 20% เท่านั้น ซึ่งบริษัทที่ไม่ได้การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมีแค่ 14% สะท้อนว่าภาคธุรกิจมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนระดับหนึ่ง ทำให้ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนมีจำกัด

“ภาพรวมเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นไปตามคาด อัตราเงินเฟ้อยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งระยะปานกลาง และการส่งผ่านนโยบายการเงินเป็นไปตามคาดค่อยเป็นค่อยไป อัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมที่อยู่ 38 บาทต่อดอลลาร์ ก็เริ่มอ่อนค่าน้อยลง แข็งค่าขึ้น

สะท้อนว่านโยบายการเงินยังคงทำได้ต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป ในส่วนของการปรับดอกเบี้ยทั้งขนาดและเวลาก็คงมีความยืดหยุ่นขึ้นกับความเสี่ยง และ Normalization ก็ต้องทำควบคู่กับนโยบายบูรณาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธปท.และภาครัฐได้เร่งปรับโครงสร้างหนี้ และแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืน เพื่อให้การ Normalization เกิดขึ้นได้ไม่สะดุด”

ท่องเที่ยว-บริโภคหนุนเศรษฐกิจปี 2566 โต 3.7%

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยใกล้เคียงกับตัวเลขที่ประเมินไว้ในเดือนกันยายน 2565 คาดอัตราการเติบโต (จีดีพี) ปีนี้อยู่ที่ 3.2%

และในปี 2566 อยู่ที่ 3.7% และปี 2567 อยู่ที่ 3.9% โดยแรงส่งสำคัญจะเป็นการท่องเที่ยว การบริโภคเอกชน เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ตลาดแรงงานดีขึ้น ทำให้อุปสงค์ภายในประเทศปรับดีขึ้น โดยการบริโภคไตรมาสที่ 3/2565 ขยายตัวอยู่ที่ 6.1% และคาดว่าท่องเที่ยวจะทำให้การบริโภคภาคเอกชนในปี 2566 ยังคงดีขึ้นต่อเนื่อง ส่วนภาคการส่งออกปีนี้ขยายตัว 7.4% และปี 2566 เหลือเพียง 1%

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญคาดว่าในปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 10.5 ล้านคน จากเดิมคาดอยู่ที่ 9.5 ล้านคน ซึ่งตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 10 ธันวาคมนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวแล้ว 9.5 ล้านคน จึงมองว่าปีนี้ตัวเลขน่าจะทำได้ตามคาดการณ์

และในปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 22 ล้านคน จากเดิมอยู่ที่ 21 ล้านคน เนื่องจากปัจจัยทางด้าน Supply จะลดลง เช่น จำนวนเที่ยวบิน และเครื่องบินที่มีมากขึ้น จะเป็นแรงส่งให้ในปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 31.5 ล้านคน อย่างไรก็ดี ธปท.มองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มมาประมาณไตรมาสที่ 4/2566 อยู่ที่ 1.8 ล้านคน

“ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้น สะท้อนจากจำนวนศักยภาพที่นั่งในเที่ยวในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมาปรับดีขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวปรับดีขึ้น ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขในไตรมาสที่ 4 ปีนี้จะดีกว่าไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 1/66 จะดีขึ้นกว่าไตรมาสที่ 4/654

และการบริโภคเองก็กลับมาจากตลาดแรงงานที่ปรับดีขึ้น ทั้งตัวเลขผู้รับสิทธิว่างงาน และเสมือนว่างงานปรับดีขึ้น รายได้มีการกระจายตัวดีขึ้น และลดความกังวลการขาดแคลนแรงงานจะมาเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอยู่ คือ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าคาด”

จับตาการส่งผ่านต้นทุนกดดันเงินเฟ้อปี 2566

นายสักกะภพกล่าวว่า สำหรับพัฒนาการอัตราเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุด (พีก) ในไตรมาสที่ 3/2565 แรงกดดันต้นทุนและราคาสินค้าต่าง ๆ ปรับลดลงต่อเนื่อง และตลาดแรงงานปรับดีขึ้น ทำให้แรงกดดันจากค่าจ้างไม่ได้กดดันมากนัก ขณะที่การกระจายตัวของราคาสินค้าจะเห็นว่านับตั้งแต่ต้นปี-เดือนตุลาคม 2565 พบว่าการกระจายตัวแคบลง ราคาคงที่และปรับตัวน้อยลง ซึ่งเป็นตัวยืนยันว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นของไทยมาจากปัจจัยอุปทาน

โดยตัวอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ปีนี้จะอยู่ที่ 6.3% และในปี 2566 อยู่ที่ 3.0% จากเดิมอยู่ที่ 2.6% เป็นผลมาจากราคาไฟฟ้าที่จะปรับขึ้น และในปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้อยู่ที่ 2.6% และปี 2566 อยู่ที่ 2.4% และในปี 2567 อยู่ที่ 2%

“เงินเฟ้อได้ผ่านจุดพีกไปแล้วที่ไตรมาสที่ 3 มาจากราคาพลังงาน โดยตัวที่จะเป็นปัจจัยทำให้เงินเฟ้อสูงหรือต่ำ คือ การส่งผ่านต้นทุนหลายด้าน ทั้งค่าไฟ และมาตรการภาครัฐที่จะชัดเจนขึ้นในปี’66

อย่างไรก็ดี ปัจจัยอะไรที่ทำให้เงินเฟ้อไม่เข้ากรอบเป้าหมาย 3% คือ เกิดช็อกในเรื่องของราคาพลังงาน แต่สิ่งที่เราต้องเฝ้ามอง คือ การส่งผ่านต้นทุนที่สูงปีนี้ที่ยังส่งผ่านไปไม่หมด และมาตรการภาครัฐที่อุดหนุนพลังงานพอสมควร และนโยบายข้างหน้าจะปรับมากน้อยแค่ไหน เช่น ค่าไฟ ภายใต้สมมุติฐานจะเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น และเงินเฟ้อพื้นฐานระดับ 3% เป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมานาน”