Private Banking ชูกลยุทธ์ PIVOT ลงทุนปี’66 ตามจุดเปลี่ยนบอนด์ยีลด์ด์สหรัฐ
เคแบงก์ ไพรเวตแบงกิ้ง ประกาศเป้าหมายปี 2566 ตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าเศรษฐี-สินทรัพย์ AUM โต 3-5% ชูกลยุทธ์จัดพอร์ตการลงทุน จับตา “PIVOT” ก่อนและหลังบอนด์ยีลด์สหรัฐ แตะจุดสูงสุด พร้อมเดินหน้าบริการ 4 เสาหลัก ชี้ปี 2565 ตลาดการลงทุนท้าทาย กดดันพอร์ตสินทรัพย์ภายใต้บริหาร หรือ AUM ลดลง 1% ฐานลูกค้าใหม่ทรงตัว 1.3 หมื่นราย
วันที่ 21 ธันวาคม 2565 นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ เอ็กเซ็กคิวทีฟแชร์แมน, ไพรเวตแบงกิ้งกรุ๊ป (Executive Chairman, Private Banking Group) ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนในปี 2565 ถือเป็นปีที่ค่อนข้างท้าทาย โดยสินทรัพย์ทุกประเภทปรับตัวลดลง ภายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปราบเงินเฟ้อ
ซึ่งมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นไปแล้ว 7 ครั้ง หรือประมาณ 4.25% และคาดว่าในปี 2566 จะขึ้นอีก 2 ครั้ง ทำให้อัตราดอกเบี้ยขึ้นไปอยู่ที่ราว 5.0-5.1% ส่งผลต่อตลาดการลงทุนมีความผันผวน โดยผลตอบแทนของตลาดหุ้นโลกปรับลดลง -17.9% และพันธบัตรรัฐบาลโลกนับจากต้นปีปรับตัวลดลงถึง -16.8% แม้ว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด

ดังนั้น ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจ KBank Private Banking ในปี 2565 ในส่วนของจำนวนลูกค้ารายใหม่ค่อนข้างนิ่ง โดยมีลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นมาประมาณ 120 ราย และอยู่ระหว่างการยกระดับจากลูกค้ากลุ่ม Wisdom ขณะที่สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 8.72 แสนล้านบาท ปรับลดลง 1% หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมูลค่าตามราคาตลาด (Mark to Market) ปรับลดลงตามสินทรัพย์ที่ผันผวน เมื่อเทียบกับเม็ดเงินใหม่เข้ามาบริหารราว 1.7 หมื่นล้านบาท
และจากตลาดที่มีความผันผวนมากขึ้น จะเห็นว่าสัดส่วนการลงทุนจะปรับลดลง และเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสดมากขึ้น โดยสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 63% และฝากเงิน 37% โดยธนาคารยังคงแนะนำให้ลูกค้าที่รับความเสี่ยงได้น้อย ปรับพอร์ตให้น้ำหนักฝากเงินเพิ่มขึ้น
“ปีนี้เป็นปีที่นักลงทุนบาดเจ็บมากที่สุด นอกจากคนที่ฝากเงินที่ได้ผลตอบแทน 0.25% ไม่ได้มีผล ถือว่าเป็นปีที่ท้าทายสำหรับเราเช่นกัน แต่จะเห็นว่าผลตอบแทนจากการลงทุนที่เราแนะนำลูกค้าถือว่าติดลบน้อยกว่าตลาด อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายเดือน ต.ค.เราเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ตลาดเริ่มกลับมา ดังนั้นจึงเป็นโอกาสบนความท้าทายในปี 2566”
ทั้งนี้ จากธนาคารเริ่มเห็นสัญญาณตลาดเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4/2565 โดยเงินเฟ้อสหรัฐ คาดว่าจะถึงจุดสูงสุด (พีก) ไปแล้ว ดังนั้น กลยุทธ์ในปี 2566 จะอยู่ภายใต้ “PIVOT” หรือการแตะจุดสูงสุดของผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) 10 ปีสหรัฐ ตามแรงโน้มถ่วงการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งธนาคารจะแนะนำการลงทุน แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ก่อนถึงจุดสูงสุด และหลังแตะจุดสูงสุด
โดยกลยุทธ์การลงทุนก่อนบอนด์ยีลด์แตะจุดสูงสุด ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 1 หรือปลายไตรมาสที่ 2/2566 แนะนำให้ลูกค้าลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น และกระจายลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพสูง เช่น หุ้นบริษัทที่ความสามารถในการแข่งขัน และกำหนดราคา ทำให้สามารถเป็นผู้ชนะในภาวะเงินเฟ้อสูงได้ และกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุน Hedge Fund รวมถึงกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์นอกตลาดที่มีความผันผวนด้านราคาในระยะสั้นต่ำ และจับตาการเริ่มกลับมาของทองคำ ซึ่งจะสวนทางกับดอลลาร์
ขณะที่กลยุทธ์หลังจากบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐแตะจุดสูงสุด โดยเน้นการลงทุนบางส่วนในทองคำ เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นอ่อนค่าลง รวมถึงหุ้นกู้เอกชนผลตอบแทนสูง (High Yield) จะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง และทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น หากแนวโน้มการลดดอกเบี้ยเพื่อต้านทานภาวะเศรษฐกิจถดถอยชัดเจนขึ้น
“เราต้องจับตาจุดเปลี่ยนให้ดี และการเริ่มกลับมาของทองคำ ซึ่งจะสวนทางกับดอลลาร์ และหากเงินเฟ้อไม่ผกผันไปจากเดิม เชื่อว่าการลงทุนจะกลับมาเป็นบวกได้ทั้งตลาดหุ้นและบอนด์ เพราะตลาดได้ Price in ไปแล้วว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมด 9 ครั้ง ซึ่งอาจจะเห็นบวกในช่วงครึ่งหลังของปีจากปีนี้ทุกคนถือครองเงินสด”
อย่างไรก็ดี ในปี 2566 ธนาคารจะยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของโซลูชั่นใน 4 เสาหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย การลงทุนบนหลักการ Risked-based Asset Allocation การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก การลงทุนเพื่อความยั่งยืน และการบริหารจัดการทรัพย์สินครอบครัว ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งขึ้นในการสร้างการเติบโต โดยตั้งเป้าเติบโตจำนวนลูกค้าและสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ประมาณ 3-5%
สำหรับบริการบริหารจัดการทรัพย์สินครอบครัว ปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าครอบครัวที่ใช้บริการทั้งสิ้น 790 ครอบครัว คิดเป็นจำนวน 4,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 36% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด 1.3 หมื่นราย และมีสินทรัพย์ภายใต้บริหารจำนวน 1.8 แสนล้านบาท และบริการที่ปรึกษาทางด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีลูกค้า 467 ราย มีที่ดิน 3,300 แปลง มีสินทรัพย์มูลค่า 3.2 แสนล้านบาท ตลอดจนบริการ Land Loan for Investment ที่มีลูกค้าใช้บริการ 150 ราย มีมูลค่าที่ดินราว 4 หมื่นล้านบาท โดยมีการปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท โดยจะเป็นบริการที่ธนาคารจะดำเนินการต่อเนื่องในปี 2566