Skip to content

เปิดข้อสังเกต “รสนา” หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเอกชนผลิตไฟฟ้า 70% ไม่ขัด รธน.

11 ม.ค. 2566 | 19:38น.
เปิดข้อสังเกต “รสนา” หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเอกชนผลิตไฟฟ้า 70% ไม่ขัด รธน.

สภาองค์กรของผู้บริโภคตั้งข้อสังเกต หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยการปล่อยให้เอกชนมีสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้า 70%มากกว่า กฟผ. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ-เป็นสาเหตุค่าไฟแพง

วันที่ 11 มกราคม 2566 นางสาวรสนา โตสิตระกูล อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากกรณีที่ สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำวินิจฉัยกรณีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าร้อยละ 50 เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมผลิตไฟฟ้าว่าผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ซึ่งในวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ศาลได้มีคำวินิจฉัยเรื่องนี้ว่า การที่ให้เอกชนร่วมผลิตไฟฟ้านั้นทำได้ และมีข้อแนะนำว่าคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องกำหนดกรอบหรือเพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนในระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงกําหนดปริมาณไฟฟ้าสํารอง

นางสาวรสนาได้ตั้งข้อสังเกตต่อเรื่องนี้ว่า แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวอาจทำให้สังคมเกิดการตั้งคำถาม เนื่องจากประเด็นคำร้องของสุทธิพร ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคือ การที่รัฐปล่อยให้เอกชนผลิตไฟฟ้ามาถึงร้อยละ 70 ทำให้ กฟผ.มีการผลิตลดลงต่ำกว่าร้อยละ 51 นั้น เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 56 วรรคสอง ประกอบมาตรา 3 วรรคสองหรือไม่ โดยมิได้ร้องเพื่อให้วินิจฉัยว่าการให้เอกชนร่วมผลิตไฟฟ้าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 56 หรือไม่

ทั้งนี้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับข้อเท็จจริงว่ากำลังผลิตไฟฟ้าในส่วนของ กฟผ.ในช่วงปลายอยู่ที่ระดับร้อยละ 30 เท่ากับยอมรับว่ายุทธศาสตร์และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดต่ำลงกว่าร้อยละ 51 ซึ่งตามมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 วรรค 2 ระบุว่า โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 มิได้

นางสาวรสนายังตั้งข้อคำถามอีกว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญโดยเสียงเอกฉันท์แนะนำให้รัฐโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานต้องดำเนินการกำหนดกรอบหรือเพดานสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนในระบบไฟฟ้าของประเทศ ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่าศาลรัฐธรรมนูญยอมรับว่ามีการกระทำอันขัดต่อรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นใช่หรือไม่ จึงออกข้อแนะนำดังกล่าว

ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับว่ามีการกระทำอันขัดต่อรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น แต่ไม่มีคำวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพียงแต่ทำเป็นข้อแนะนำเท่านั้น จึงอาจไม่ผูกพันให้ผู้ถูกร้องต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ และตั้งข้อสังเกตว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ได้เป็นไปตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลักแห่งคดีที่สุทธิพรร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

รสนายืนยันว่า จากเนื้อความตามมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 วรรค 2 มีการกำหนดสัดส่วนในการถือครองสาธารณูปโภคของรัฐและเอกชนไว้อย่าชัดเจน ดังนั้น การดำเนินการของรัฐบาลที่ส่งผลให้เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในส่วนของระบบการผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 70 และทำให้การผลิตของ กฟผ.เหลือเพียงร้อยละ 30 ซึ่งต่ำกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งยังส่งผลให้ค่าไฟฟ้าแพงอีกด้วย

อนึ่งก่อนหน้านี้ สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้พิจารณาวินิจฉัย กรณีการกำหนดยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน และแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าดังกล่าว ทำให้สัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดลงต่ำกว่าร้อยละ 51 ว่าเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 ประกอบมาตรา 3 วรรคสองหรือไม่

จากการร้องดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2566 โดยมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง (กระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี) ที่ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบมาตรา 3 วรรคสอง และศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 วรรคสาม และวรรคสี่

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้มีข้อแนะนำว่า รัฐโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานต้องดำเนินการกำหนดกรอบหรือเพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนในระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ และกำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองอันเกี่ยวกับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชน อันส่งผลต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนให้สอดคล้องและใกล้เคียงกับความเป็นจริง ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศในแต่ละช่วงเวลา หากกำหนดกำลังไฟฟ้าสำรองสูงเกินสมควร และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะ อาจถูกดำเนินการโดยองค์กรอื่นหรือศาลอื่นได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผลิตไฟฟ้า ไฟฟ้า