กระทรวงต่างประเทศสหรัฐประกาศเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ว่า สหรัฐจะย้ายสถานเอกอัครราชทูตไปยังกรุงเยรูซาเลมในเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้กับชาติพันธมิตรของสหรัฐในตะวันออกกลางที่ล้วนแต่คัดค้านการรับรองดังกล่าว
นางฮีเธอร์ นอเอิร์ต โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐรู้สึกตื่นเต้นที่ในย่างก้าวแห่งประวัติศาสตร์นี้ และตั้งตารอการเปิดสถานทูตที่จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม โดยสถานทูตจะค่อยๆ ขยายจากแผนกกงสุลที่มีอยู่แล้วในเขตอาโนนา ขณะที่การจัดหาสถานที่ถาวรสำหรับการตั้งสถานทูตก็จะดำเนินไปควบคู่กัน
สถานทูตชั่วคราวจะมีสำนักงานสำหรับเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่จำนวนไม่มากนัก และภายในปลายปี 2562 สถานเอกอัครราชทูตใหม่ซึ่งเป็นส่วนผนวกเข้ากับพื้นที่เดิมในอาโนนาจะปิดทำการอย่างเป็นทางการ โดยสถานกงสุลใหญ่ที่เยรูซาเลมตะวันออกจะยังคงเปิดให้บริการสำหรับชาวปาเลสไตน์ และด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอิสราเอลจะยังคงพำนักอยู่ที่ทำเนียบทางตอนเหนือของเมืองเทลอาวีฟตามเดิม แต่จะเดินทางไปทำงานในกรุงเยรูซาเลม
การย้ายสถานทูตสหรัฐไปยังเยรูซาเลมในเดือนพฤษภาคมถือว่าเร็วกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ เพราะเมื่อเดือนมกราคมที่เพิ่งผ่านมา นายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ได้แจ้งกับรัฐสภาอิสราเอลว่าการย้ายสถานทูตสหรัฐน่าจะเกิดขึ้นในปลายปีหน้า
ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่า การประกาศย้ายสถานทูตของสหรัฐถือเป็นวันอันยิ่งใหญ่สำหรับประชาชนชาวอิสราเอล สวนทางกับโฆษกของประธานาธิบดีปาเลสไตน์ที่ระบุว่า การประกาศดังกล่าวเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และการดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่อาจทำให้เกิดความชอบธรรมทางกฎหมาย และจะเป็นอุปสรรคต่อความพยายามใดๆ ที่จะสร้างสันติภาพขึ้นในภูมิภาค
ที่มา มติชนออนไลน์