เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

วิเคราะห์ : X,Y หรือ Z Gen ไหน จะชี้ขาดผลเลือกตั้้ง

24 มี.ค. 2566 | 13:37น.

สังคมไทยย่างเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่เมื่อพิจารณาว่ากลุ่มใดคือผู้กำหนดชะตาประเทศผ่านการเลือกตั้งที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ค. นี้ พบว่า คนในกลุ่ม Generation X, Y และ Z กุมสัดส่วนมากกว่า 70% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์มองว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ “ช่องว่างระหว่างวัย (generation gap)” จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ และยังมีงานวิจัยมองว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะเดินเข้าคูหาเลือกตั้งมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน

บีบีซีไทยชวนนักวิชาการมาร่วมวิเคราะห์ทิศทางและแนวโน้มของกลุ่มที่คาดว่าจะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่าเป็นอย่างไร

ชุดความคิด ประสบการณ์ ตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้ง

“คนแต่ละรุ่นยืนอยู่บนชุดประสบการณ์ตัวเอง ประโยชน์เฉพาะหน้า และผลประโยชน์ในอนาคตที่เหมือนกันเลย” ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทย

  • เบบี้ บูมเมอร์-ไซเลนท์ เจเนเรชั่น

ผศ.ดร.กนกรัตน์ อธิบายว่า กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (2489-2507) และกลุ่มไซเลนท์เจนเนเรชั่น เป็นกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากผ่านประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมคล้ายกัน โดยเฉพาะทัศนคติทางสังคมจะมีโน้มเองไปทางกลุ่มอนุรักษนิยม แต่หากมาถึงทัศนคติทางด้านการเมืองก็จะมีความแตกต่างกัน คือ จะพบว่ากลุ่มที่มีความคิดไปทางกลุ่มคนเสื้อแดง หรือในทางประชาธิปไตย และมีอีกกลุ่มที่มีทัศนคติทางการเมืองไปในทางอนุรักษนิยม จึงทำให้พฤติกรรมการเลือกพรรคที่แบ่งค่อนข้างชัดเจนแล้ว

พีรามิดประชากร

BBC

“หากพิจารณาจากปูมหลังหรือชุดความคิด ประสบการณ์ที่เขามีที่ผ่านมา การประสบความสำเร็จของประเทศมาจากระบบราชการในอดีต ที่ต้องเคารพความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ได้ทำให้เศรษฐกิจยังคงเติบโตได้ในยุคนั้น นี่เป็นวิธีเชื่อของคนในกลุ่มนี้” ผศ.ดร.กนกรัตน์ระบุ

ในส่วนแง่คิดคนกลุ่มนี้จะคิดเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพในสายพานการผลิต จึงไม่เห็นความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบที่ดีอยู่แล้ว

  • กลุ่มคนเจเนเรชั่น X และ Y

อ.กนกรัตน์ มองว่า กลุ่มคนเจเนเรชั่น X (2508-2523) และ Y ตอนบน (2524-2539) มีความคล้ายกัน เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดายากว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด เป็นกลุ่ม swing voters เนื่องจากอาจจะมาจากมีความสนใจทางการเมืองน้อยกว่ากลุ่มอื่นและมีประสบการณ์ทางการ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เติบโตระหว่างที่ประเทศกำลังมีประชาธิปไตยเต็มใบ ในยุคที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพ และปัจจัยทางการเมืองไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในช่วงเศรษฐกิจกำลังดี ซึ่งมีแนวโน้มในทางอนุรักษนิยมแต่ตอนต้น

กราฟิก

BBC

“คนกลุ่มนี้เจอกับทั้งประชาธิปไตยที่ไม่มีเสถียรภาพและไม่มีประสิทธิภาพในช่วงทศวรรษ 1990 และเคยเจอกับประชาธิปไตยแบบเบ็ดเสร็จ มีประสิทธิภาพแต่ก็เต็มไปด้วยปัญหาในช่วงสมัยรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร ส่วนตอนนี้ก็ได้เห็นเผด็จการภายใต้รัฐบาลทหารและการเลือกตั้งที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ตลอด 8 ปี ทำให้ทัศนคติทางการเมืองค่อนข้างแบ่งแยกเป็นกลุ่มย่อย แต่ก็ยังมีพฤติกรรมการเลือกพรรคการเมืองเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แตกต่างจากกลุ่มเบบี้บูมเมอร์”

นอกจากนี้คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับการผลิกผันในระบบเศรษฐกิจ (disruptive economy) มองว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงผู้นำไม่เพียงพอ ต้องเปลี่ยนแปลงไปจนถึงโครงสร้างทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ

Getty Images
พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งท่วมท้น สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว 377 เสียงได้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ ก่อนเผชิญเสียงวิจารณ์เรื่อง “เผด็จการรัฐสภา

ด้าน ดร. สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า มองว่า ในระนาบกลุ่มเจเนเรชั่น Y และ X ยังมีแนวความคิดที่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายระหว่างกลุ่มเสรีนิยมและอนุรักษนิยม แต่จะแตกต่างกันที่สัดส่วน

“ในกลุ่มคนเจเนเรชั่น Y จะมีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมราว 70% และมีบางส่วนหรือราว 30% เป็นอนุรักษนิยม ส่วนในกลุ่มเจเนเรชั่น X มองว่าครึ่ง ๆ ระหว่างกลุ่มเสรีนิยมกับกลุ่มอนุรักษ์นิยม” ดร. สติธรกล่าว

  • อัลฟา, Z และกลุ่ม Y ตอนต้น

กลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่ม อัลฟา, Z และกลุ่ม Y ตอนต้น โดยรวมเป็นกลุ่มที่มีเด็กจนถึงอายุ 30 ปีตอนต้น โดยทัศนคติทางการเมืองแนวโน้มไปทางเสรีนิยมมากกว่าอนุรักษนิยม แต่ในทางสังคมเป็นในทางเสรีนิยมเกือบทั้งหมด โดยกลุ่มนี้เติบโตมาท่ามกลางความวุ่นวายและความขัดแย้งทางการเมือง

“อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้ก็ไม่ได้มีประสบการณ์ในช่วงที่ประเทศมีประชาธิปไตยที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู หรือช่วงประชาธิปไตยแบบไร้เสถียรภาพในอดีต แต่กลับต้องเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อฝ่ายอนุรักษนิยมมีอำนาจมากขึ้น เป็นต้นตอของปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่าง 8 ปี จึงต้องการเห็นประเทศเคลื่อนไปข้างหน้าสู่ความเป็นสังคมประชาธิปไตย” นักวิชาการหญิงจากจุฬาลงกรณ์ฯ ที่ศึกษาเกี่ยวกับความคิดเห็นทางการเมืองของวัยรุ่น อธิบาย

กราฟิก

BBC

ขณะที่ ดร.สติธร ก็เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า กลุ่มดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิเลือกตั้งอายุระหว่าง 18-25 ปี ซึ่งในจำนวนนั้นครึ่งหนึ่ง (18-22 ปี) เป็นกลุ่มผู้เลือกตั้งครั้งแรก จะคาดเดารูปแบบการเลือกตั้งได้ยาก อย่างไรก็ตามดูเหมือนจะเน้นไปทางเสรีนิยมค่อนไปทางก้าวไกลมากกว่า

จับตาบทบาท “ติ๊กตอก” ต่อรูปแบบการสื่อสารทางการเมือง

อ.กนกรัตน์ มองว่า สังคมไทยเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือผู้สูงวัย และทุกคนสามารถเข้าถึงสื่อใหม่ ไม่เพียงแค่สื่อเก่าแบบเดิมอีกแล้ว แต่แนวโน้มของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์และไซเลนซ์น่าจะรับสื่อผ่านโทรทัศน์ หรือ หนังสือพิมพ์มากกว่า หรือหากเป็นสื่อใหม่ก็จะอยู่กับแฟลตฟอร์มที่มีความสนใจเฉพาะกลุ่ม เป็น ไลน์ และเฟซบุ๊ก ซึ่งมักเป็นการสื่อสารแบบทางเดียวและเนื้อหาเป็นไปในทิศทางเดียวกันตามอัลกอริธึม

ติ๊กตอก

Getty Images

ในขณะที่กลุ่มคนที่มีอายุน้อยลงมากว่า ก็จะมีความทับซ้อนกับระหว่างเฟซบุ๊กและสื่ออื่น ๆ เช่น ทวิตเตอร์ หรือ ติ๊กตอก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างบทสนทนาที่หลากหลายทางความคิดมากกว่า

ในการเลือกตั้งครั้งนี้สื่อหนึ่งที่จะกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมคือ “ติ๊กตอก” เนื่องจากว่าเป็นแพลตฟอร์มที่คนทุกวัยเข้าถึง ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ “สั้น ชัดเจน ตรงประเด็นและบันเทิง” จึงอาจจะเป็นเครื่องมือในการใช้ลดทอนความชอบธรรมของพรรคการเมืองได้ รวมทั้งเป็นการตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองของตนเองให้หนักแน่นขึ้น

ปัจจุบันคนไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีผู้ใช้งานติ๊กตอกสูงสุดอันดับ 8 ของโลก ด้วยจำนวนกว่า 38.38 ล้านคน คิดเป็นราว 58% หรือกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทย มีปัจจัยสนับสนุน 3 ประการคือ

  • ปัจจัยที่ 1 เนื้อหาที่เผยแพร่ในติ๊กตอกมักจะสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับผู้รับสาร เช่น กรณี เหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างการชุมนุมของกลุ่มทะลุแก๊ซ ที่มีการเผยแพร่ภาพและวิดีโอการปราบปรามและความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ต่อผู้ชุมนุม ทำให้เกิดความรู้สึกโกรธแค้นต่อเจ้าหน้าที่ได้เพียงคลิปไม่กี่วินาที ในขณะเดียวกันหากเกิดขึ้นในระหว่างการเลือกตั้ง เมื่อมีพรรคใดพรรคหนึ่งปล่อยเนื้อหาที่เข้าถึงจิตใจของผู้ใช้งานก็อาจจะมีผลทางด้านอารมณ์จนเลยเส้นแบ่งหรือจุดยืนทางการเมืองได้
  • ปัจจัยที่ 2 ช่องทางตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ หากไม่เปลี่ยนแปลงวันนี้จะทำให้เกิดผลอะไรขึ้นในอนาคต ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ ในการเลือกตั้งครั้งก่อนต่อชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่
  • ปัจจัยที่ 3 ช่องทางในการเน้นย้ำจุดยืนทางการเมืองของตนเอง และสื่อสารตรงจุดเพื่อให้ผู้ติดตามหรือผู้รับสื่อ ต้องเลือกและลงหลักปักฐานกับพรรคการเมืองนั้น ๆ โดยไม่ต้องเปลี่้ยนใจภายใต้การเลือกตั้งครั้งนี้

การเลือกตั้งในต่างประเทศ “ติ๊กตอก” ถือว่ามีบทบาทสำหรับในการสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่มคนเจน Z และแพลตฟอร์มนี้ได้กลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองในช่วงเลือกตั้งในหลายประเทศ

หนึ่งในนั้นคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีโคลอมเบียในรอบที่ 1 ซึ่งมีนายโรดอลโฟ เฮอร์นันเดส เป็นผู้เข้าร่วมการชิงชัยที่เต็มไปด้วยสีสันด้วยการที่เขาหาเสียงผ่านช่องทางติ๊กตอกจนประสบความสำเร็จอย่างไม่คาดคิด และเขาเรียกตัวเองว่า “ราชาติ๊กตอก” แม้ว่าเขาจะยกเลิกการเข้าร่วมการดีเบตทางทีวีก็ตาม และทำให้เขาชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีโคลอมเบียรอบแรกเมื่อเดือน พ.ค. 2565 แต่ในที่สุดเขาก็พ่ายแค่คู่แข่งคนสำคัญ คือ นายกุสตาโว เปโตร ไป

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อกังวลในแง่การใช้ติ๊กตอกในแง่การเผยแพร่ข่าวลวงหรือข่าวเท็จ เช่นกัน อย่างเช่นในหลายประเทศ เช่น บีบีซี นิวส์ แอฟริกา พบว่ามีการปล่อยข่าวลวงเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดี

4 ปีแห่งความหนักหน่วงทางการเมืองสู่การตกตะกอนทางความคิด

ตลอด 4 ปีที่ผ่ามา สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ การแบ่งขั้วอย่างชัดเจนของพรรคการเมืองระหว่างฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” กับอีกฝั่งที่ถูกเรียกว่า “ฝ่ายอำนาจนิยม” เมื่อเทียบกับสมัยก่อนอาจจะดูคลุมเครือแต่ละพรรคอาจจะเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองไปมา จึงทำให้คนทั่วไปเชื่อว่า มีกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองแบบสองฝั่ง ผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีพรรคการเมืองมวลชนของแต่ละฝั่ง รวมทั้งพรรคการเมืองที่แนวความคิดแบบสุดขั้วของแต่ละฝ่าย

พัฒนาการของสังคมจากการเข้ามาของสื่อสังคมออนไลน์ได้เป็นตัวแปรสำคัญที่ให้คนไทยส่วนใหญ่ที่เข้าถึงสื่อนี้เปลี่ยนเป็นพลเมืองที่มีบทบาทสำคัญในสังคมหรือ active citizen ผ่านการกดไลค์ กดแชร์ เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองได้

ยุบไทยรักษาชาติ พระราชโองการห้ามอุบลรัตน์เล่นการเมือง

Getty Images
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เป็นเวลา 10 ปี ในจำนวนนั้นคือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค

อ.กนกรัตน์ ยังมองว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้ผ่านเหตุการณ์ที่สำคัญทางการเมืองอย่างหนักหน่วงและเข้มข้น (intensive) อาทิ การเลือกตั้ง การแทรกแซงการเลือกตั้งโดยสถาบันต่าง ๆ การชุมนุมของกลุ่มเยาวชน การยุบพรรคการเมือง การสลายการชุมนุม การสลับขั้วของฝ่ายอนุรักษนิยม ทำให้สังคมได้ตกผลึกทางความคิดทางการเมืองเกิดขึ้นผ่านข้อเรียกร้องที่ทะลุเพดานและขอบเขตทางการเมือง รวมทั้งการเกิดโรคระบาดอย่างโรคโควิด-19 ยิ่งทำให้ประชาชนเห็นได้ชัดว่า การดำเนินนโยบายหรือไม่ดำเนินนโยบายของรัฐบาล มีผลโดยตรงต่อประชาชน

Reuters
ร.ท. ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) แสดงเอกสารของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ มหิดล ในฐานะบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรค ทษช. เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2562 แต่กลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ “เอกฉันท์” ให้ยุบพรรค ทษช. ก่อนถึงวันเลือกตั้งทั่วไป 24 มี.ค. 2562 เพียง 17 วัน สรุปคำวินิจฉัยศาล รธน. สั่งยุบ ทษช. “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” สถาบันพระมหากษัตริย์

คนรุ่นใหม่อยากเลือกตั้งมากกว่าในปี 2562

งานวิจัยเรื่อง 2020-2021 Youth Study Thailand หรือ การสำรวจความคิดเห็นของวัยรุ่นไทย โดยมูลนิธิ Friedrich-Ebert-Stiftung จัดทำขึ้นโดย ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.จิราภรณ์ ดำจันทร์ อาจารย์ประจำคณะสงคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งทำการสำรวจผู้มีอายุระหว่าง 14-35 ปี จำนวน 1,463 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มคน Generation X และ Z

ในแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง ได้ถามพวกเขาว่า หากมีการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันพรุ่งนี้พวกเขาจะเลือกตั้งหรือไม่ ผลการสำรวจพบว่า 85% ของผู้ทำการสำราจระบุว่า จะไปเลือกตั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ายอดผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่อยู่ที่ 74.7% ซึ่งเป็นพฤติกรรมการเลือกตั้งที่แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ที่มักไม่สนใจการเลือกตั้งเท่าที่ควร

กราฟิก idt

BBC

ข้อมูลในงานวิจัยดังกล่าว ส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสำรวจเคยร่วมกิจกรรมทางการเมืองเช่น การประท้วงของกลุ่มเยาวชนและกลุ่มตรงข้าม การลงนามสนับสนุนประเด็นต่าง ๆ ทางการเมือง รวมถึงการประท้วงด้วยการหยุดซื้อสินค้าด้วยเหตุผลทางการเมือง

ทั้งนี้ มีสองปัจจัยที่ทำให้กลุ่มผู้ทำแบบสอบถามหวั่นกลัวมากที่สุด คือ ความยากจนที่กำลังเพิ่มขึ้นในสังคม และโอกาสการเจริญเติบโตในการอนาคต

ขุมกำลังใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มบ้านใหญ่

รูปแบบการเลือกตั้งของไทยที่กำลังจะมีขึ้นในเดือน พ.ค. นี้ มี ส.ส. พึงมีทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น ส.ส. แบบแบ่งเขต 400 คน และ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 100 คน

นักวิชาการทั้งจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันพระปกเกล้าเห็นตรงกันว่า “ระบบบ้านใหญ่” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อได้มาซึ่งคะแนนและชัยชนะในการเลือกตั้ง

ดร. สติธร มองว่า ระบบบ้านใหญ่ หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองที่มั่กได้รับเลือกให้เป็นผู้นำท้องถิ่นหลายสมัย หากสามารถรวบรวมคะแนนเสียงสนับสนุนได้ราว 30,000-35,000 คะแนนต่อเขต มีความเป็นไปได้สูงที่จะชนะ

ทว่า ในปัจจุบัน เมื่อขั้วการเมืองเปลี่ยนไป รวมทั้งพรรคที่มีแนวความคิดทางการเมืองเดียวกันแยกออกจากกัน ก็อาจจะทำให้ความเป็นบ้านใหญ่ลดขนาดลง โดยเฉพาะหลังจากกติกาการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป บ้านใหญ่กลับมีความหมายของต่อพรรคการเมือง โดยพวกเขาต้องรักษาฐานหลักในพื้นที่ จึงทำให้บ้านใหญ่ในหลายจังหวัดแบ่งคนออกไปตามความต้องการของพรรคต่าง ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง เพื่อให้สามารถมีส่วนในการจัดสรรผลประโยชน์จากการเป็นรัฐบาลเพื่อนำผลประโยชน์มายังฐานหลักในพื้นที่

ผอ. สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ว่า หากพิจารณาสัดส่วนคะแนนของบ้านใหญ่และเครือข่ายของแต่ละเขต น่าจะมีอยู่ราว 40% ในจำนวนนั้น 25% จะตกอยู่ในมือของกลุ่มบ้านใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่ง

ส่วนที่เหลือ 60% เป็นเสียงอิสระที่ตัดสินใจเองโดยไม่ต้องพึ่งพิงบ้านใหญ่ แต่มีความหลากหลายทางความคิดค่อนข้างกระจัดกระจาย ต้องไปสู้ด้วยกระแส นโยบายพรรค และลูกเล่นทางการเมืองอื่น ๆ

“สัดส่วนที่ดูมากกว่า แต่กลับเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะคาดเดาได้ เพราะมีความกระจัดกระจายทางแนวความคิดทางการเมืองมากกว่า ในขณะที่ปัจจัยบ้านใหญ่ถือว่าได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า”

เสรีนิยม 60% vs อนุรักษนิยม 40%

จากการสังเกตการณ์ของนักวิชาการทั้งสองคน รวมทั้งแนวโน้มทัศนคติทางการเมืองแล้วผ่านการทำแบบสอบถามและโพลล์หลายสำนัก มองว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากแบ่งกลุ่มคนออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ดังนี้

  • กลุ่มที่มีแนวความคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยม ราว 60%
  • กลุ่มที่มีแนวความคิดทางการเมืองแบบอนุรักษนิยม ราว 40%

ดังนั้นแนวรบสำคัญน่าจะอยู่ในฝั่งแนวความคิดแบบเสรีนิยม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่นับตั้งแต่กลุ่มเจน X ลงมา

“พรรคเพื่อไทยอาจจะได้เปรียบในกลุ่มเจน X ขึ้นไป จากความเก๋าด้านประสบการณ์ ส่วนพรรคก้าวไกลได้แต้มต่อในกลุ่ม Y ลงมา สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความคิดแบบใหม่” ดร. สติธร อธิบาย

นักวิชาการรายนี้มองว่า ต่างฝ่ายต่างพยายามช่วงชิงคะแนนจากคนในช่วงวัยหลักของกันและกัน และที่ผ่านมาก็เคยเกิดขึ้นแล้วในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 ที่มีผู้ที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในกลุ่มเจน X ย้ายมาลงคะแนนเสียงให้กับพรรคอนาคตใหม่ รวมทั้งมีเหตุการณ์หลายอย่างเช่น ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นที่คณะก้าวหน้า ซึ่งถือเป็นปีกที่ขับเคลื่อนทางความคิดคู่ขนานกับพรรคก้าวไกล ได้คะแนนเสียงสนับสนุน 17% ซึ่งใกล้เคียงกับคะแนนเสียงการเลือกทั้งทั่วไปเมื่อปี 2562

แรงดึงดูดของ “อุ๊งอิ๊ง” ยังไม่พอในเกมพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ ผลการสำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เรื่อง “ศึกเลือกตั้ง 2566 ครั้งที่ 1” (ระหว่างวันที่ 2-8 มี.ค. 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศโดยมีกลุ่มตัวอย่าง 2,000 หน่วยตัวอย่าง ก็พบตัวเลขในส่วนพรรคการเมืองที่ประชาชนจะเลือกเป็น ส.ส. แบบแบ่งเขต และ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อก็อยู่ในอัตราส่วน 17% เช่นกัน

ดร. สติธร ระบุว่า หากไม่มีจุดพลิกผันทางการเมืองใด ๆ หลังจากนี้จนถึงเลือกตั้งตัวเลขดังกล่าวจะยังคงเป็นฐานคะแนนให้กับพรรคก้าวไกล ที่พรรคเพื่อไทยจะต้องมาช่วงชิงให้ได้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็รับทราบปัจจัยนี้มาโดยตลอด จึงใช้ “อุ๊งอิ๊ง” หรือ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้โจทย์นั้น แต่จากผลโพลล์ดังกล่าวก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนัก

“โมเมนตั้ม(ของอุ๊งอิ๊ง)แค่นี้ยังไม่พอในเกมของ(พรรค)เพื่อไทย หลังจากนี้จะมีอะไรเปลี่ยนไปได้หรือไม่” เขาตั้งคำถาม

ขณะที่ ดร. กนกรัตน์ มองกว่า อีกความพยายามหนึ่งในการช่วยเหลือสร้างฐานคนรุ่นใหม่ของฝ่ายผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย คือ บทบาทของนายทักษิณ ในนามโทนี วู้ดซัมในช่องทางคลับเฮาส์ ซึ่งอาจจะช่วยให้กลุ่มที่เคยเลือกจะพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่หันกลับมาเลือกพรรคเพื่อไทยได้อีกครั้ง

นักวิชาการรายนี้ยังวิเคราะห์อีกว่า นอกจากกลุ่มคนรุ่นใหม่แล้ว กลุ่มเจน X ที่เดิมมีแนวความคิดไปในทางอนุรักษนิยมกลาง ๆและเคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และต่อมากลับไม่พอใจผลงานที่ผ่านรวมทั้งหมดศรัทธาต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน อาจจะเปลี่ยนขั้วไปเลือกพรรคฝ่ายเสรีนิยม แต่ด้วยภาพจำที่ไม่สู้ดีในอดีตของนายทักษิณและ นส. ยิงลักษณ์ ชินวัตร จึงมีความเป็นไปได้ว่า คะแนนเสียงบางส่วนอาจจะตกไปอยู่ที่พรรคการเมืองอื่น ๆ ในฝ่ายเสรีนิยม

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ข้างต้นประเมินจากข้อมูลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ต้องรอการพิสูจน์อีกครั้งว่า รูปแบบและผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอาจจะชี้ให้เห็นทิศทางอีก 4 ปี ข้างหน้าได้ชัดเจน

หมายเหตุ : ข่าว บีบีซีไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คนรุ่นใหม่ เลือกตั้ง 2566