ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มกว่า 6% จากความกังวลอุปทานตึงตัวหลังกลุ่มโอเปกพลัสประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ
วันที่ 3 เมษายน 2566 หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคา ดังนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มกว่า 6% จากความกังวลอุปทานตึงตัว หลังกลุ่ม OPEC+ ได้มีมติในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงกว่า 1.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในการประชุมวันที่ 2 เม.ย. จากเดิมซึ่งมีการลดกำลังการผลิตก่อนหน้าอยู่แล้ว ทำให้กำลังการผลิตน้ำมันดิบจากกลุ่ม OPEC+ จะลดลงทั้งหมด 3.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 3.7% ของอุปสงค์ทั้งโลก
โดยราคาน้ำมันเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 3 เม.ย. 2566 อยู่ที่ 80.42 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +4.75 เหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันเบรนต์อยู่ที่ 84.93 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +5.16 เหรียญสหรัฐ
นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ณ สิ้นปี 2566 สูงขึ้น โดยมองว่าท่าทีของกลุ่ม OPEC+ นั้นมีปัจจัยมาจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงแตะระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งต่ำสุดในรอบ 15 เดือน ทำให้มีการลดกำลังการผลิตเพื่อกระตุ้นราคาน้ำมันให้เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่าสิ่งนี้อาจกระตุ้นให้ธนาคารกลางสหรัฐปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก และเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย
Institute for Supply Management (ISM) ประกาศตัวเลข PMI ภาคการผลิตในเดือน มี.ค. ปรับลงสู่ระดับ 46.3 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 3 ปี แสดงถึงกิจกรรมการผลิตที่ชะลอตัวลง โดยนักวิเคราะห์มองว่าตัวเลขอาจลดลงอีกจากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นและความต้องการสินค้าลดลง
ราคาน้ำมันเบนซิน
ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังการนำเข้าน้ำมันเบนซินจากอินโดนีเซียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเหตุระเบิดที่โรงกลั่น Pertamina ทางตะวันตกของประเทศ
ราคาน้ำมันดีเซล
ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังอุปทานในภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการส่งออกของน้ำมันดีเซลจากอินเดียและตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดีเซลยังได้รับแรงหนุนจากการส่งออกจากจีนที่มีแนวโน้มลดลงในเดือน เม.ย. จากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นหลายแห่งในประเทศ
