ห้องเรียนสไตล์ “นานมีบุ๊คส์” สร้างโซลูชั่นหนุนสอบ PISA
การสอบ PISA ในปีนี้จะมีการวัดผลเพิ่มเติมอีก 1 ด้านคือ “Global Competence” หรือสมรรถนะการอยู่ในสังคมโลก โดยเป็นสมรรถนะที่ 4 จากเดิมที่มีการทดสอบ 3 ด้าน คือการรู้เรื่องการอ่าน (reading literacy), การรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (mathematical lit-eracy) และการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (scientific literacy) ซึ่งการสอบสมรรถนะใหม่นี้ เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในประเด็นปัญหาของโลก วัฒนธรรม รวมถึงการคิดวิเคราะห์ และการคิดแบบมีวิจารณญาณ
ในฐานะขององค์กรที่ให้บริการด้านการเรียนรู้ (learning service provider)กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด “คิม จงสถิตย์วัฒนา” มองว่านานมีบุ๊คส์เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่สามารถมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ของเด็กไทย ซึ่งการเพิ่มประเด็นเรื่อง Global Competence สอดคล้องกับความมุ่งมั่น และแนวคิดของนานมีบุ๊คส์ในเรื่อง active citizen เช่นกัน
โดย active citizen เป็นการผลักดันให้เด็กมีทักษะที่จำเป็นของชีวิตใน 7 ด้าน ได้แก่ สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ, ใส่ใจสิ่งแวดล้อม, สร้างสรรค์ ต่อยอด คิดนอกกรอบ, มีภาวะผู้นำ, รู้จักคิดวิเคราะห์, มีจิตสำนึกพลเมืองดี และมีทักษะประกอบวิชาชีพ
“นับเป็นความท้าทายของการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเรามาย้อนดูตัวเองว่าหากนานมีบุ๊คส์เข้าไปอยู่ในบทบาทเดียวกับโรงเรียน แล้วจะนำสิ่งที่เรามีมาใช้จัดการเรียนรู้อย่างไร เพื่อตอบโจทย์การสร้างเด็กให้เป็น active citizen และรับกับการสอบ PI-SA ในคราวเดียวกัน ซึ่งเราสามารถสรุปออกมาเป็นแนวการดำเนินงาน 5 ส่วนหลัก”
ส่วนแรกเป็นการเรียนรู้ระดับปฐมวัย เป็นการวางรากฐานการเรียนรู้ผ่านการเน้นการตั้งคำถาม เพื่อให้เด็กหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งในคาบเรียนปกติ ครูอาจมีการเสริมด้วยหนังสือนิทาน หนังสือเสริมความรู้ และแบบฝึกหัด รวมถึงเชื่อมโยงเนื้อหากับสื่อเสริมพัฒนาการต่าง ๆ แบบ hand-on ตลอดจนให้เด็กได้ฝึกทำโครงงานตามแนวทางบ้านวิทยาศาสตร์น้อย โดยตอนนี้มีโรงเรียนกว่า 21,000 แห่งที่เข้าร่วมโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย
นอกจากนี้ ควรมีการจัดคาบ inspire สร้างการเรียนรู้แบบบูรณาการในศูนย์เสริมศักยภาพเด็กปฐมวัย (kiddy intelligence center) ประกอบด้วย 5 สถานีการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการอ่าน การขยับร่างกายเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อ หรือเรื่องการพัฒนาไอคิว และกิจกรรมทดลองด้านวิทยาศาสตร์ และศิลปะ
ส่วนถัดมาคือระดับชั้นประถมศึกษา “คิม” ยกตัวอย่างการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งในคาบเรียนปกติครูควรมีหนังสือเสริมความรู้เพิ่มเติมให้กับเด็ก และใช้สื่อวิทยาศาสตร์ประกอบกัน รวมถึงเพิ่มคาบ inspire เป็น 2 คาบ เป็นแบบสัปดาห์เว้นสัปดาห์ โดยกระตุ้นการเรียนรู้ให้กับนักเรียนผ่านห้องเรียนทดลองวิทย์ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย มีแรงบันดาลใจ และลงมือปฏิบัติจริง

“ครูส่วนมากที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์มักไม่ได้จบด้านนี้มาโดยตรง หลักสูตรห้องเรียนวิทยาศาสตร์ของเราจะมาช่วยเสริมจุดนี้ได้ เพราะเรามีแผนการสอนอย่างละเอียดให้ พร้อมมีการเทรนนิ่ง โค้ช และชุดการทดลองทั้งของครูและนักเรียน โดยโรงเรียนที่นำโมเดลนี้ไปใช้ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่มีห้องเรียน gifted”
“คิม” ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงแนวทางเรียนรู้ส่วนที่ 3 ว่าเป็นการสร้างวัฒนธรรม และการอ่านทั้งใน และนอกห้องเรียน โดยส่งเสริมให้มีห้องสมุดในห้องเรียน เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนภายในห้อง หรือเป็นมุมทำกิจกรรมระหว่างเรียน พร้อมทั้งให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการคัดเลือกหนังสือ และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในแต่ละห้องและในแต่ละชั้น ซึ่งมุ่งเน้นให้นักเรียนอ่านหนังสือนอกเวลา 12 เล่ม/ปี ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของกระทรวงศึกษาธิการ
ขณะที่ในส่วนที่ 4 เป็นเรื่องการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อเปิดโลกทัศน์ และต่อยอดการเรียนรู้ ซึ่งนานมีบุ๊คส์เน้นสร้างวัฒนธรรมการเข้าค่าย เพราะมองว่าได้พัฒนาความสัมพันธ์ การทำงานเป็นทีม สร้างการเป็นผู้นำ และผู้ฟังที่ดีทั้งยังช่วยในการค้นหาศักยภาพตัวเอง โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ ค่ายเชิงวิชาการ และค่ายพัฒนาทักษะชีวิต
สุดท้ายคือส่วนของการพัฒนาบุคลากรในโรงเรียน ทั้งด้านวิชาการ และการทำงานเป็นทีม โดยนานมีบุ๊คส์มีการจัดหลักสูตร team building ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน และพัฒนาโรงเรียนให้แข็งแกร่งมากขึ้น รวมถึงมีหลักสูตรครุพัฒนาจำนวน 10 หลักสูตร ซึ่งจะเปิดตัวได้ในปีนี้ โดยมุ่งหวังว่าหลักสูตรที่จัดทำขึ้นจะเสริมสร้างศักยภาพการสอนของครูให้ดียิ่งขึ้น
ยกตัวอย่างหลักสูตรครุพัฒนา เช่น การเรียนรู้แบบโครงการสู่ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21, เทคนิคการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ปฐมวัย เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิดและการนำเสนอโดยใช้สื่อและนิทานเป็นฐาน, การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ โดยเน้นกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อก่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าผลผลิต, เทคนิคการจัดการเรียนรู้ STEM สู่ stream approach เพื่อพัฒนาผู้เรียนยุค 4.0 เป็นต้น
“ถ้าครูไม่เปลี่ยนรูปแบบการสอน และสอนเฉพาะ text book อย่างเดียว โดยไม่เอาหนังสือหรือสื่ออื่นมาเสริมเลย จะทำให้เด็กไม่มีความรู้ที่หลากหลาย หรือรู้บริบทอื่น ๆ ของสังคม ซึ่งเมื่อเขาอ่านโจทย์ของข้อสอบ PISA แล้ว อาจไม่เข้าใจ และตีโจทย์ไม่แตก ทำให้ทำข้อสอบไม่ได้ซึ่งหลายโรงเรียนมีหนังสือเสริมความรู้ก็จริง แต่หนังสือเหล่านั้นถูกส่งไปที่ห้องสมุดอย่างเดียว และเด็กไม่ได้เข้ามาเปิดหาความรู้เท่าไร ดังนั้น ควรนำหนังสือเสริมความรู้เข้าไปอยู่ในห้องเรียนและการเรียนการสอนเลย”
อย่างไรก็ดี “คิม” เน้นย้ำว่า 5 แนวทางข้างต้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนโรงเรียนเท่านั้น และแม้ว่านานมีบุ๊คส์จะมีแผนการสอนแบบ ready to eat ให้กับโรงเรียนก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว โรงเรียนต้องนำแนวทางไปปรับใช้ และทำเองให้ได้ หรืออยู่ได้ด้วยตัวเองเมื่อผ่านบันไดก้าวแรกมาแล้ว