นักลงทุนสนใจแห่ซื้อ กรีนทารีฟ-พลังงานสะอาด ล่าสุด “อเมซอน” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซสหรัฐนำร่องขอประเดิมตามแผนโครงการลงทุนด้านเว็บเซอร์วิส ขณะที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พร้อมวางหลักเกณฑ์ซื้อขายและเตรียมพร้อมเปิดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน RE3000 MW รอบ 2 เข้าเกณฑ์การออกใบรับรอง REC ซื้อขายพลังงานสะอาดจะต้องเป็นโครงการใหม่
หลังจากประเทศคู่ค้าหลายประเทศส่งสัญญาณเตรียมประกาศใช้ มาตรการเก็บภาษีคาร์บอน กับสินค้าที่ส่งเข้าไปจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรปที่เตรียมบังคับใช้ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ในเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่สหรัฐ-จีนต่างก็ส่งสัญญาณที่จะให้มีการใช้มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนจากประเทศคู่ค้าเช่นกัน ส่งผลทำให้ภาคธุรกิจเร่งปรับตัวหันมาใช้พลังงานสะอาดในการผลิตมากขึ้น เพื่อไปสู่เป้าหมายการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน และการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เป็นศูนย์ หรือ Net Zero
ต่างชาติแห่ซื้อกรีนทารีฟ
แหล่งข่าวจากวงการพลังงานหมุนเวียนกล่าวว่า ได้เกิดปรากฏการณ์ที่นักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเรียกร้องขอให้มีการจัดหา “พลังงานสะอาด” เพื่อรองรับการผลิต โดยจะมีการดำเนินการภายใต้กลไกแบบต่าง ๆ เช่น การทำโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อลดการปล่อย GHG ผ่านการปลูกป่า หรือดักจับคาร์บอน เพื่อนำไปหักล้างจากการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตและล่าสุดก็คือ ขอให้มีการออกใบรับรองการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certifcate : REC) เพื่อนำไปแสดงต่อประเทศปลายทาง ว่าสินค้าที่มาลงทุนผลิตในประเทศไทยมีการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตและยังขยายผลไปถึงข้อที่ว่า “แหล่งที่มาของพลังงานสะอาด” นั้นจะต้องมาจากโครงการลงทุนใหม่ด้วย ไม่นับรวมโครงการที่เคยทำไว้เดิม เพราะหากใช้โครงการเดิมก็เท่ากับว่าไม่ได้ช่วยลดการปล่อย GHG มากขึ้น แต่เป็นแค่การอ้างเท่านั้น
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีผลทำให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องเร่งเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE) รูปแบบ Feed in Tariff ( FiT) 5,000 เมกะวัตต์ (MW) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “RE 5,000” ระหว่างปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งได้ข้อสรุปผู้ชนะไปเมื่อ 5 เม.ย. 2565 เป็นเอกชนจำนวน 175 ราย รวมกำลังผลิต 4,852.26 MW (แบ่งเป็นพลังงานลม 1,490.20 MW 22 ราย-พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานรวม 994.06 MW 24 ราย-พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินรวม 2,368.26 MW 129 ราย) ซึ่งเมื่อทำสัญญาซื้อขายไฟแล้วก็จะทยอยก่อสร้างและผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป โดยในจำนวนนี้มีเอกชนที่เป็นบริษัทในกลุ่มของผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่และรายเล็กเป็นผู้ชนะด้วย
ขณะที่ทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อยู่ระหว่างการเตรียมแผนเพื่อไปโรดโชว์ดึงดูดการลงทุนในต่างประเทศ ก็พบว่ามีนักลงทุนเรียกร้องให้ประเทศไทยมีการใช้พลังงานสะอาด หรือ “กรีนทารีฟ” ในประเด็นนี้ทำให้ต้องเร่งดำเนินการขยายโครงการพลังงานหมุนเวียนเฟส 2 อีก 3,000 MW เพิ่มเติมเข้ามา และอาจจะมีการเพิ่มปริมาณผลิตไฟฟ้าในอนาคตด้วย
อเมซอนสนใจกรีนทารีฟ
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า สำหรับการผลิตไฟฟ้าจาก RE 5000 หลังจากทำสัญญาแล้วจะต้องดำเนินการต่อในสเต็ป 2 เรื่องของใบรับรอง REC กล่าวคือ ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ซื้อไฟฟ้าไปจากโครงการนี้จะได้รับการรับรองว่า ใช้พลังงานสะอาดด้วย ซึ่งทาง กกพ.กำลังเตรียมทำวิธีการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว หรือ “กรีนทารีฟ” แต่ล่าสุดเท่าที่ทราบมีนักลงทุนต่างประเทศจาก “บริษัทอเมซอน (Amazon)” ผู้ประกอบการด้านอีคอมเมิร์ซรายใหญ่จากสหรัฐเริ่มเคลื่อนไหวเข้ามาติดต่อขอซื้อกรีนทารีฟ โดยอเมซอนมีแผนจะมาลงทุนด้านเว็บเซอร์วิสที่ประเทศไทย
“อเมซอนต้องการกรีนทารีฟตามนโยบายของบริษัทเป็นอิมเมจของอเมซอน ซึ่งเท่าที่ทราบข้อมูลในสหรัฐมีรัฐเวอร์จิเนียที่ทำโมเดลนี้ ทำให้รู้ว่าสหรัฐทำอย่างไร เพื่อให้เป็นตามมาตรฐานสากล เพราะในประเทศไทยไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้และเท่าที่ทราบทาง กกพ.กำลังศึกษาอยู่ ดังนั้นก็ต้องดูแนวทางในต่างประเทศ ใช้รูปแบบอะไร ทิศทางกติกาโลกไปทางไหน ไม่ได้เราคิดเอาเอง” แหล่งข่าวกล่าว
“ดีลนี้นักลงทุนสหรัฐอยากใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ของไฟฟ้าที่บริษัทต้องใช้ สมมุติใช้ 1,000 หน่วย ก็อยากได้ 1,000 หน่วย เพราะ เป็นนโยบายบริษัทและที่ยุโรปจะตั้งกำแพงภาษี CBAM สินค้าที่ผลิตมีการใช้ไฟฟ้าและต้องบอกอีกด้วยว่า ไฟฟ้าที่ใช้มีความเป็นสีเขียวเท่าไร ดังนั้นถ้าเป็นประเทศอื่นผลิตสินค้าเข้าไปขายในสหรัฐ ผู้ผลิตก็จะต้องมีความเป็นสีเขียวไม่น้อยไปกว่าที่สหรัฐผลิตในประเทศ ถ้าน้อยกว่าก็จะคิดค่าปรับ ฉะนั้นคนที่ไปขายต้องใช้ไฟฟ้าที่มีการออกใบรับรองเซอร์ติฟิเคตด้วย
เตรียมวางรูปแบบการซื้อ
อย่างไรก็ตามระบบซื้อขายกรีนทารีฟปัจจุบันจะมี 2 ระบบคือ Regulated Market เหมือนประเทศไทย กล่าวคือ ทุกคนต้องขายเข้ารัฐแล้วรัฐก็ไปขายต่อ แล้วก็ส่งผ่านใบอนุญาต REC จากผู้ผลิตไปยังผู้ใช้ปลายทาง ซึ่งจะมี 2 อย่างคือ ส่งผ่านโดยให้ผู้ขายต้นทางระบุไปเลยว่า ขายให้ใคร คนที่ซื้อเปลี่ยนไม่ได้ หรือถ้าไม่ระบุชื่อ ซึ่งเท่ากับคนที่ได้ใบ REC สามารถเอาไปขายต่อได้ ดังนั้นวิธีการทั้ง 2 จะมีข้อดี-ข้อเสียจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ว่า หากไม่ได้อยากให้คนซื้อกรีนทารีฟไปขายต่อก็ควรจะระบุไปเลย เพื่อให้คนซื้อกรีนทารีฟไปใช้ประโยชน์เพื่อการส่งออกจริง ๆ ส่วนระบบที่ 2 คือระบบที่ให้เอกชนซื้อขายกันเองหรือที่เรียกว่าวีลลิ่งชาร์จ
“ปริมาณการขายกรีนทารีฟทางสหรัฐขายเหมาระยะยาว 15 ปีแบบ ยกโรง ที่นักลงทุนอยากซื้อระบบ Regulated Market เพราะเมื่อเวลามีปัญหาคือ เครดิตเรตติ้งไม่ได้ หรือไม่ซีเคียว แน่นอนว่าผู้ซื้อจริง ๆแล้วอยากซื้อแบบนี้มากกว่า แต่มีเงื่อนไขว่า ราคาต้องบอกได้ว่ามีองค์ประกอบอย่างไร แต่ว่าในประเทศไทยยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะมีความเห็น 2 มุมคือ บางส่วนอยากให้ใช้ระบบวิลลิ่งชาร์จ ซื้อขายกันเอง”
อย่างไรก็ตามหากเทียบค่าไฟฟ้าในระบบอิงจากฟอสซิล ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลกับพลังงานสะอาด สมมุติถ้าเขาซื้อโซลาร์ที่เปิดรอบนี้ 2.10 บาท แต่ถ้าในระบบ 3 บาทกว่า “ฉะนั้นโครงสร้างตอนนี้กรีนทารีฟจะถูกกว่า” หากได้ข้อสรุปการซื้อกรีนทารีฟจากโครงการ RE 5000 ก็จะยังไม่มีไฟฟ้าใช้จนกว่าโครงการจะก่อสร้างแล้วเสร็จและดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2567 แต่สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ โครงการพลังงานหมุนเวียนที่จะออกใบรับรอง REC จะต้องเป็นโครงการใหม่ “ไม่เอาโครงการเก่า” เพราะโครงการเก่าไม่ได้ช่วยในส่วนของการลดอุณหภูมิโลกเพิ่มมากขึ้นจากเดิม
RE 3000 ลอต 2
ด้านนายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการเปิดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE) รูปแบบ Feed in Tariff ( FiT) เฟส 2 อีก 3,000 MW หรือ “RE 3000” ว่า ขณะนี้ กกพ.ดำเนินการต่อเนื่องตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยจัดแบ่งการคัดเลือกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกขยายโควตาสำหรับผู้ที่เคยร่วมสมัครในโครงการ RE 5,000 MW เฟสแรก โดยไม่ได้เปิดใหม่ โดยจะให้สัดส่วนกลุ่มนี้ประมาณ 60% เปรียบเสมือนการ “ขยายโควตา” แต่ยังต้องดูความพร้อมของผู้ประกอบการที่เข้าร่วม เพราะผู้ที่ผ่านต้องผลิตได้จริง เนื่องจากไฟฟ้าจากกลุ่มนี้จะถูกนำไปร่วมกับไฟฟ้าสีเขียวด้วย กับอีกส่วนที่เหลืออีก 40% คือเปิดใหม่