บล.กรุงศรี ประเมินดัชนีหุ้นไทย (SET INDEX) อ่อนตัว 1,510-1,520 จุด ราคาน้ำมันร่วงแรง กังวลเศรษฐกิจถดถอย-เฟดขึ้นดอกเบี้ย ระวังขายลดความเสี่ยงก่อนหยุดยาว 4 วัน หุ้นเด่นวันนี้ CPALL, ADVANC
วันที่ 3 พฤษภาคม 2566 บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี ประเมินดัชนีหุ้นไทย (SET INDEX) อ่อนตัว 1,510-1,520 จุด จากหลากหลายแรงกดดันทั้งความกังวลเศรษฐกิจหดตัวจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) (คาดขึ้นอีก 0.25% เป็น 5.25% ในการประชุม 3 พ.ค.) และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทรุดตัวลงแรง อีกทั้งความกังวลปัญหาภาคธนาคารของสหรัฐ และการขายลดความเสี่ยงก่อนตลาดหลักทรัพย์ฯหยุดยาว 4 วัน จึงแนะนำ Selective buy เช่นเดิม
สำหรับประเด็นสำคัญวันนี้
เพดานหนี้ของสหรัฐอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องจับตา : นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐเรียกร้องให้สภาคองเกรสรีบผ่านกฎหมายเพดานหนี้โดยเร็ว ก่อนที่สหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ในช่วงต้นเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งจะทำให้สหรัฐถูกลดอันดับเครดิต ทำให้ดอกเบี้ยและต้นทุนเงินทุนเพิ่มขึ้นกดดันให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยเร็วขึ้น
เงินเฟ้อไทยลดลงต่อเนื่องหนุนแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเช่นกัน : โดย Consensus คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วของไทยเดือน เม.ย. จะลดลงสู่ระดับ 2.7% จาก 2.83% ในเดือน มี.ค. ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะลดลงสู่ระดับ 1.7% จาก 1.75% ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ไม่ได้สูงและอยู่ในกรอบเป้าหมายของแบงก์ชาติจึงไม่จำเป็นที่บ้านเราจะเร่งขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ (31 พ.ค. 23) จึงคาดว่าจะเป็นการปรับขึ้นครั้งสุดท้าย
คืนนี้ตาม FED Meeting คาดขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย : เราคงมุมมองเดิมคาด FED meeting 2-3 พ.ค. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 5-5.25% แต่คาดเป็นการปรับขึ้นครั้งสุดท้ายจากนั้นจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวเพื่อประเมินผลกระทบจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากนั้นจึงจะพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้
บล.กรุงศรี แนะนำหุ้นเด่นวันนี้
– CPALL (ปิด 64.50 ซื้อ/เป้า IAA Consensus 72.75 บาท) คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/66 เพิ่มขึ้นทั้ง QOQ และ YOY จาก SSSG ที่เพิ่ม โดยเฉพาะสาขาในหัวเมืองท่องเที่ยว แนวโน้มไตรมาส 2/66 โตต่อจากการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงสงกรานต์และเลือกตั้ง
– ADVANC (ปิด 214 ซื้อ/เป้า 250 บาท) แนวโน้มผลกำไรกลับสู่ทิศทางขาขึ้น โดยจะเริ่มเห็นตั้งแต่ไตรมาส 1/66 เบื้องต้นคาดมีกำไรปกติประมาณ 6.79 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 2%QOQ และ 7% YOY จากฐานของผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันในธุรกิจที่ลดลง