ค่าไฟ กกพ.
สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมข้อมูลชี้แจงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ปมค่าไฟแพง ตามคำสั่ง
วันที่ 12 กรกฎาคม 2566 หลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีหนังสือถึงสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นค่าไฟฟ้าแพง 11 ประเด็น ตามที่ นายปริเยศ อังกูรกิตติ ฟ้องร้องประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกับพวก ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ เกี่ยวกับค่าไฟฟ้าแพง โดยมีกำหนดนัดฟังคำสั่ง 12 กันยายน 2566
ล่าสุดนายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ.เปิดเผยว่า กกพ.เตรียมจัดทำประเด็นคำชี้แจงตามคำสั่งศาล โดยจะส่งข้อมูลให้ศาลตามเวลา
“ขณะนี้ต้องไปดูในรายละเอียดกันก่อน แต่จริง ๆ อันนี้ไม่ได้มีประเด็น เพราะมันตรงไปตรงมา มีข้อมูลทางเทคนิคประกอบอยู่แล้วจึงไม่น่าจะมีประเด็นอะไร”
ทั้งหมดเป็นการดำเนินการตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) และมติ กพช.ที่เกี่ยวข้อง และยังมีการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งหมดมาแล้ว
ส่วนประเด็นไฟฟ้าเกิน แล้วเหตุผลอะไรยังมีโรงไฟฟ้าเพิ่ม 1,400 เมกะวัตต์ คือโรงไฟฟ้าราชบุรีนั้น เป็นโรงไฟฟ้าที่มีความสำคัญต่อภาคตะวันตก เพื่อสนับสนุนความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคตะวันตก ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน ตามแนวทางการพิจารณาด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
รายงานข่าวระบุว่า ที่ผ่านมา กกพ. และ กฟผ.ได้มีการชี้แจงข้อมูลและเปิดรับฟังความเห็นก่อนจะมีการปรับค่าเอฟทีมาโดยตลอด ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าไฟสูงขึ้นจากวัตถุดิบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยเฉพาะแหล่งเอราวัณซึ่งอยู่ในช่วงการเปลี่ยนสัญญาสัมประทาน ทำให้ไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันและเพียงพอ จึงต้องเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าแอลเอ็นจีในรูปแบบตลาดจร (spot) จากต่างประเทศมากขึ้น
ซึ่งโดยปกติลำพังใช้แอลเอ็นจีนำเข้าก็มีราคาสูงกว่าในอ่าวไทยอยู่แล้ว แต่กรณีนี้เป็นแอลเอ็นจีสปอต และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเกิดปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยิ่งทำให้ราคาแอลเอ็นจีในตลาดโลกปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาแอลเอ็นจีที่เป็นตลาดจรราคาสูงมาก แต่ก็ต้องนำเข้ามาเพิ่มเพื่อผลิตไฟฟ้า สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
เช่นเดียวกับค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า (AP) ซึ่งตามปกติสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่มีกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้าประเภทโคเจน และโรงไฟฟ้าประเภท Firm contract ที่จะต้องมีความพร้อมให้สามารถเดินเครื่องสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าอย่างรวดเร็วในทุก ๆ สถานการณ์ เพื่อความมั่นคงและเพียงพอ หากไม่สามาถทำได้จะต้องจ่ายบทปรับ จึงจำเป็นจะต้องมีความพร้อมจ่ายประกอบตามสัญญา ซึ่งเป็นไปตามสากล
ขณะที่แผนพีดีพีจะประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าล่วงหน้า เพื่อลงทุนโรงไฟฟ้า เพราะลงทุนแต่ละครั้งจะใช้เวลา 5-7 ปี แต่มาครั้งนี้ด้วยเกิดสถานการณ์โควิดทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ขณะเดียวกัน ยิ่งมีการเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงงานหมุนเวียนมากขึ้น จึงทำให้ต้องเพิ่มปริมาณสำรองมากขึ้น เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าพลังงานหมุนเวียนยังไม่เสถียรและไม่สามารถพึ่งพาได้ตลอดเวลา ซึ่งประเทศที่อยู่ในยุโรปที่เพิ่มพลังงานหมุนเวียนต่างก็เพิ่มสำรองไฟฟ้ามากกว่าไทย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน