สภากลาโหมไฟเขียว อุตฯป้องกันประเทศ เป็น New S-Curve ที่ 11
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 3/2561 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่าสืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบาย Thailand 4.0 ที่จะพัฒนาปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยเห็นถึงความสำคัญและโอกาส ที่จะพัฒนาต่อยอดในการสร้างความมั่นคงด้านการทหาร ไปด้วยกัน เพื่อให้สามารถลดการนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงสามารถซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ ทำให้สามารถประหยัดงบประมาณและลดการพึ่งพาต่างประเทศ
จึงกำหนดให้ “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ที่ 11 หรือ New S – Curve 11 ที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจฯ ได้มีมติแต่งตั้ง คณะทำงานด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รับผิดชอบจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
โดย กระทรวงกลาโหมรับผิดชอบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศด้านการทหาร ซึ่งปัจจุบันได้รวบรวมขีดความสามารถของโรงงานต่างๆของ นขต.กห. ตลอดจนความต้องการของเหล่าทัพในภาพรวม มาพิจารณาและกำหนดเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อพัฒนาต่อยอดหรือร่วมลงทุนกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เช่น การจัดตั้งโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์จาก สปจ. (จีน) การผลิตอากาศยานไร้นักบินระดับต่างๆ
การปรับปรุงและผลิตเครื่องบินทะเล การผลิตยางรถยนต์ทหาร การผลิตกระสุนขนาดต่างๆและอุตสาหกรรมต่อเรือ เป็นต้น
ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการส่งต่อผลงานวิจัยทางทหารที่มีศักยภาพ เข้าสู่สายการผลิตของภาครัฐและเอกชน โดย กระทรวงกลาโหมได้นำต้นแบบผลงานวิจัย ที่ได้จากการพัฒนาตามความต้องการของผู้ใช้ เข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบัน ผลงานที่พร้อมนำเข้าสู่สายการผลิต เช่น เสื้อเกราะกันกระสุน กล้องมองกลางคืน กระสุนฝึกขนาด 30 มม. เพื่อใช้กับปืนเรือ การผลิตร่มสำหรับส่งทางอากาศ รถยนต์บรรทุกขับเคลื่อน 4 ล้อ และ ยานเกราะล้อยาง BTR เป็นต้น
สำหรับความคืบหน้า ของร่าง พ.ร.บ.เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. … ปัจจุบันกระทรวงกลาโหม ได้เสนอ สลค.เพื่อขอรับความเห็นชอบ ก่อนส่ง สนช.ตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเมื่อ พ.ร.บ… มีผลบังคับใช้ จะยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ให้สามารถบูรณาการทุกภาคส่วน สามารถซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่และสามารถต่อยอดผลการวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงขั้นผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ทำให้ประหยัดงบประมาณ ลดการพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับประเทศ