Skip to content

เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ขาดทุน Q2/2566 ทะลุ 1 พันล้าน ตั้งเป้าปี’67 พลิกกำไร

09 ส.ค. 2566 | 13:04น.
เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ขาดทุน Q2/2566 ทะลุ 1 พันล้าน ตั้งเป้าปี’67 พลิกกำไร

เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (Kerry Express) ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2566 ขาดทุน 1,047 ล้านบาท งวด 6 เดือน ขาดทุนรวมใกล้ 2 พันล้านบาท จากการส่งพัสดุ e-Commerce ลดลง ตั้งเป้าผลประกอบการกลับมาเป็นกำไรในปี 2567

วันที่ 9 สิงหาคม 2566 บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2/2566 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยระบุว่าไตรมาสที่ 2/2566 มีรายได้อยู่ที่ 2,923.3 ล้านบาท มีต้นทุนขายและการให้บริการอยู่ที่ 3,814.8 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 1,047.7 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผลประกอบการตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา นับจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทขาดทุนรวม 1,835.22 ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่เป็นรายได้หลักของบริษัท ในไตรมาสนี้ ยังคงเป็นกลุ่ม B2C (Business to Consumer) แต่มีสัดส่วนลดลงเล็กน้อย จาก 55% ในไตรมาส 1/2566 เป็น 52% ในไตรมาส 2/2566 ขณะที่กลุ่ม C2C (Consumer to Consumer) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น จาก 42% ในไตรมาสก่อนหน้านี้ เป็น 45% ในไตรมาสล่าสุด

บริษัทระบุว่า ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2566 ปริมาณการจัดส่งพัสดุของบริษัทลดลงร้อยละ 3 จากไตรมาสแรกของปี 2566 ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์จากช่องทางธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)

อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 ปริมาณการจัดส่งพัสดุจะฟื้นฟูกลับมาจากการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งมีการแก้ไขตัวเลขประมาณการเดิมจากธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เติบโตร้อยละ 3.2 เป็นร้อยละ 3.7

นอกจากนี้ในครึ่งปีหลังจะมีการจัดแคมเปญ 11/11 และ 12/12 ซึ่งเป็นช่วงที่ปริมาณการจัดส่งพัสดุเพิ่มขึ้นสูงที่สุด สัดส่วนกลุ่มผู้ใช้บริการของบริษัทในช่วงหลังของไตรมาส 2/2566 แสดงให้เห็นว่า บริษัทมีการมุ่งเน้นกลุ่มผู้ใช้บริการประเภท C2C และกลุ่มผู้ใช้บริการระดับบนมากขึ้น ซึ่งช่วยส่งผลให้ราคาเฉลี่ยจากการส่งพัสดุต่อหน่วยเพิ่มขึ้น และสัดส่วนของผู้ใช้บริการประเภท C2C สูงขึ้น

ด้านรายได้ บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการในไตรมาส 2/2566 ลดลงร้อยละ 6.6 จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงของปริมาณการจัดส่งพัสดุของผู้ใช้บริการประเภท B2B และ B2C เช่นเดียวกับการปรับตัวลดลงเล็กน้อยของรายได้เฉลี่ย จากการส่งพัสดุต่อหน่วยระหว่างไตรมาส 2/2566

ขณะที่ต้นทุนขายและการให้บริการในไตรมาส 2/2566 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากไตรมาสก่อนหน้า โดยระบุว่า แม้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับราคานํ้ามันดีเซลมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ค่าใช้จ่ายในการจัดจ้างรถขนส่งภายนอกและค่าคอมมิชชั่นเพิ่มสูงขึ้นจากการขาดแคลนพนักงาน ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นฟูของธุรกิจภาคท่องเที่ยวและการให้บริการ

บริษัทยังระบุด้วยว่า ด้นทุนการขายและการให้บริการ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแล้ว ลดลงกว่า 20% จากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการให้บริการ แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 448.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าร้อยละ 15.8 และลดลงจากไตรมาสที่ 2/2565 ร้อยละ 2.2

โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น มาจากการการติดตั้งระบบ IT ที่เกี่ยวข้อง และค่าใช้จ่ายด้านการตลาดจากการพัฒนาของระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบริษัทได้มีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (one-time expenses) จากการปิดสาขาที่ผลการดําเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายของบริษัท และการบันทึกบัญชีเป็น หนี้สูญ (write-off) ของสินทรัพย์วัสดุสิ้นเปลือง

บริษัทระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ตั้งเป้าจะกลับมามีกำไรจากการดำเนินงานรายเดือนภายในปี 2567 โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะมุ่งเน้นการดําเนินกลยุทธ์การตลาดตามกลุ่มผู้ใช้บริการ (Market Segmentation) หรือการจัดกลุ่มผู้ใช้บริการเพื่อเสนอการบริการที่เหมาะสม โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดระดับกลางถึงบน ที่ให้ราคาและผลตอบแทนในระดับสูง

นอกจากนั้น ด้วยความร่วมมือและการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่าง S.F. Holding ให้ความช่วยเหลือผ่านทาง SF Express โดยบริษัทจะดําเนินการปรับโครงสร้างเครือข่ายการดําเนินงาน การลงทุนในเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติต่าง ๆ การพัฒนาด้านดิจิทัลและพัฒนาด้านแพลตฟอร์มและเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงาน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2565 เคอรี่ เอ็กซ์เพรส มีผลประกอบการขาดทุนสูงถึง 2,898.5 ล้านบาท และผลประกอบการตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาของปี 2566 ขาดทุนเข้าใกล้ตัวเลขผลประกอบการตลอดปี 2565

โดยเป้าหมายตามที่บริษัทระบุไว้ในการประกาศผลประกอบการตลอดปีที่ผ่านมา คือ การให้ความสำคัญอย่างสูงกับการปรับปรุงความสามารถในการทำกำไร พร้อมกับการมุ่งเน้นคุณภาพการให้บริการ ผ่านการปรับขนาดของเครือข่ายให้เหมาะสม ปรับปรุงกระบวนการด้วยระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และปรับปรุงสัดส่วนรายได้ตามกลุ่มลูกค้า (Revenue Mix) ที่เหมาะสมของบริษัท