Skip to content

ชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ GBA ปลุก “ฮ่องกง“ หลังวิกฤต

24 ส.ค. 2566 | 07:00น.
ชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ GBA ปลุก “ฮ่องกง“ หลังวิกฤต
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

เศรษฐกิจฮ่องกงชะลอตัวลงหลังเผชิญวิกฤตการเมืองต่อเนื่องด้วยโควิดยาวนาน 5 ปี แต่ขณะนี้ฮ่องกงกำลังฟื้นตัวอีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่าจีดีพีปี 2566 จะกลับมาขยายตัว 4-5% จากปีก่อนที่ติดลบ โดยเครื่องจักรหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาจากการท่องเที่ยว

ซึ่ง 7 เดือนแรกของปี 2566 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าฮ่องกงแล้วกว่า 16.47 ล้านคน คิดเป็น 47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 หรือก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 และรัฐบาลฮ่องกงมีเป้าหมายนักท่องเที่ยวทั้งปีที่ 26 ล้านคน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน เอเชีย รองลงมาก็เป็นนักท่องเที่ยวจากสหรัฐ ยุโรป ซึ่งเข้ามาเพื่อทำธุรกิจ

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์” ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เกาะฮ่องกง ถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยในตลาดฮ่องกง จากเศรษฐกิจฟื้นตัว ไทยต้องเกาะเทรนด์สินค้าและพฤติกรรมการบริโภคของคนในฮ่องกงเปลี่ยนแปลงไป เริ่มให้ความสำคัญด้านสุขภาพมากขึ้นหลังโควิด

เศรษฐกิจฮ่องกงฟื้น

รัฐบาลฮ่องกงมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลากหลาย อาทิ consumption voucher จำนวน 5,000 เหรียญฮ่องกง หรือประมาณคนละ 22,500 บาท เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายภายในฮ่องกง โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถกระตุ้น GDP ได้ 0.6%

รวมทั้งมาตรการส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ผ่านสินเชื่อและมาตรการสนับสนุนการซื้อบ้านให้แก่ชาวฮ่องกงเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลยังส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ GBA (greater bay area) ร่วมกับ 9 เมือง โดยรัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาฮ่องกงเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน (financial center)

“เศรษฐกิจฮ่องกงเริ่มเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ตั้งแต่ที่ฮ่องกงเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการจากโควิด และเปิดประเทศตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา แม้หลายประเทศจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก แต่ตลาดฮ่องกงยังเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย”

“ปัจจัยสำคัญคือจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมา ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังธุรกิจในหลายภาคส่วน เช่น ธุรกิจการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจท่องเที่ยว ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจะต้องพิจารณาสินค้าที่จะส่งออกให้ตรงกลุ่มเป้าหมายด้วย”

โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ และปัจจุบันยังพบว่าสินค้าและอาหารเพื่อสุขภาพ กำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศมากขึ้น โดยเชื่อว่าสินค้าไทยในกลุ่มโปรตีนจากพืช อาหารเพื่ออนาคต (ฟิวเจอร์ฟู้ด) สินค้าออร์แกนิก จะเป็นโอกาสของการส่งออกสินค้าไทยไปฮ่องกง เพราะปัจจุบันร้านอาหารในฮ่องกงจะมีเมนูนี้เป็นทางเลือกให้มีการสั่งซื้อ พร้อมกันนี้ จะเร่งส่งเสริมและกระตุ้นส่งออกผลไม้ให้มากขึ้น เพราะยังมีความต้องการอีกมาก

สินค้าส่งออกสำคัญ

ปีนี้ได้วางเป้าหมายการส่งออกไทยไปในตลาดฮ่องกงปี 2566 ว่าจะขยายตัว 1-2% หรือมีมูลค่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 350,000 ล้านบาท โดยจะเร่งกิจกรรมส่งออกให้การส่งออกโตได้ตามเป้าหมาย

สถานการณ์ในช่วงครึ่งปีแรก สินค้าไทยที่ส่งออกมาตลาดฮ่องกง ขยายตัวในหลายสินค้า เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ขยายตัว 67.45% มีมูลค่า 1,364.23 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ 17.51 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 47.72% นมและผลิตภัณฑ์นม 15.69 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 21.13% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 14.25 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 589.38% แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตของการส่งออกสินค้าไทยไปฮ่องกง

ชู “ข้าวสุขภาพ”

เป็นที่น่าสังเกตว่าตลาดข้าวไทยในฮ่องกง แนวโน้มการส่งออกค่อย ๆ ดีขึ้น โดยข้าวหอมมะลิไทยยังเป็นสินค้าอันดับ 1 ในตลาดฮ่องกง แต่ก็ยอมรับว่าพฤติกรรมการบริโภคข้าวมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ความต้องการบริโภคข้าวลดลง คนฮ่องกงหันไปรับประทานธัญพืชอื่น เพราะกังวลเรื่องของสุขภาพ ดังนั้น มองว่า การทำตลาดข้าวอาจจะผลักดันตลาดข้าวเพื่อสุขภาพมากขึ้น เช่น ข้าวสี ข้าวออร์แกนิก ข้าว กข 43 ข้าวไร้ซ์เบอรี่ ที่มีน้ำตาลน้อย เพื่อเข้ามาทดแทน

“ผู้นำเข้าข้าวไทยก็ยังนำเข้าปกติ แต่ก็ยอมรับว่าราคาสูง ซึ่งทั้งผู้นำเข้า-ผู้ส่งออกก็มีการเจรจาซื้อขายล่วงหน้า โดยยอมรับว่าราคาข้าวมีการปรับขึ้นไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบมาก และร้านอาหารก็ยังมีความต้องการ แม้การซื้อเพื่อนำไปบริโภคที่บ้านจะลดลง แต่คนฮ่องกงนิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน”

นอกจากนี้ ทางสำนักงานก็พร้อมที่จะผลักดันและส่งเสริมกิจกรรมตลาดข้าวให้มากขึ้น ทั้งในส่วนของการทำประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ฮ่องกง และร่วมกับร้าน Thai SELECT ซึ่งมี 34 ร้านที่ได้รับการรับรองจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการจัดกิจกรรมการบริโภคข้าวไทย

และประชาสัมพันธ์ เครื่องหมายรับรองข้าว ว่าสินค้านี้มาจากประเทศไทย หรือตราสัญลักษณ์ข้าว “ตราเขียว” ของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้นำเข้า ผู้บริโภคในฮ่องกงก็ยอมรับในเครื่องหมายนี้ และเชื่อมั่นว่าสินค้าข้าวมาจากประเทศไทยและมีคุณภาพ

โอกาสอสังหาฯไทยดึงคนฮ่องกง

อย่างไรก็ตามปัจจุบันจะพบว่าคนฮ่องกงมีกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น และมีความต้องการที่จะเดินทางมาประเทศไทย เพื่อหาที่อยู่อาศัย เพราะต้องยอมรับว่าบ้านพักผู้สูงอายุในฮ่องกงราคาสูง ค่าครองชีพก็แพงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แพงถึง 4.5 เท่าเมื่อเทียบกับไทยที่ราคาสมเหตุสมผล สามารถซื้อได้ ลงทุนน้อย และได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่า

ทำให้ไทยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนฮ่องกงสนใจที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งในเรื่องของการดูแลสุขภาพ ตรวจร่างกายของกลุ่มผู้สูงอายุ หรือกลุ่มทำงาน ก็ยอมรับการให้บริการของไทยในเรื่องนี้ด้วย

ดังนั้น จึงเป็นช่องทางและโอกาสที่ประเทศไทยจะดึงลูกค้ากลุ่มนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีมาตรการส่งเสริม long-term resident (LTR) visa หากทำได้ ประเทศไทยจะมีเม็ดเงินสะพัดเข้าประเทศจำนวนมาก กลุ่มคนนี้มีกำลังซื้อสูง

นักลงทุนติดตามการเมืองไทย

นอกจากนี้ ยังพบว่านักธุรกิจฮ่องกงหรือจีนเอง ให้ความสำคัญและติดตามสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของประเทศไทย เนื่องจากก่อนการเลือกตั้งได้ติดตามนโยบายด้านเศรษฐกิจ จึงต้องการติดตามว่านโยบายการส่งเสริมการลงทุนของไทยจะเป็นอย่างไร อีก 2-3 ปีจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ดังนั้น นักธุรกิจเองจึงต้องการความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่เป็นอย่างไรด้วย ซึ่งนักลงทุนต้องการภาพที่ชัดเจน เพื่อใช้ในการตัดสินใจเข้าไปลงทุน แต่ทั้งนี้ ไทยและภูมิภาคอาเซียนยังเป็นประเทศที่น่าสนใจของการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน นักลงทุนเองยังให้ความกังวลในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องของการขาดแคลนแรงงาน แรงงานฝีมือ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเร่งแก้ปัญหา ส่วนสิทธิประโยชน์ กฎระเบียบ สิทธิประโยชน์ในพื้นที่ EEC ไม่มีปัญหา ยังเป็นจุดสนใจของนักลงทุน และไทยยังสามารถแข่งขันและดึงดูดการลงทุนได้ จากนี้สิ่งที่ต้องติดตามคงเป็นสถานการณ์ภายในของไทยที่จะสามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ท่องเที่ยว ฮ่องกง