เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อัพเดตค่าธรรมเนียม ‘Shopee-Lazada’ ล่าสุด เฉพาะ GP จ่ายสูงสุด 19.26%
Tech อัพเดตค่าธรรมเนียม ‘Shopee-Lazada’ ล่าสุด เฉพาะ GP จ่ายสูงสุด 19.26%
CAAT แจงเกณฑ์เปิดตรวจกระเป๋าเช็กอิน ทำเฉพาะกรณีพบสิ่งต้องสงสัย
News CAAT แจงเกณฑ์เปิดตรวจกระเป๋าเช็กอิน ทำเฉพาะกรณีพบสิ่งต้องสงสัย
ไทยรื้อวง JTC เมียนมารอบ 10 ปี เร่งปลดล็อกการค้า ดันเป้า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์
World ไทยรื้อวง JTC เมียนมารอบ 10 ปี เร่งปลดล็อกการค้า ดันเป้า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์
OR เผยครึ่งปีแรก 2569 รายได้ เฉียด 4 แสนล้าน
Business OR เผยครึ่งปีแรก 2569 รายได้ เฉียด 4 แสนล้าน
CIMB ชี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1.6 ล้านล้าน ช่วยหลายอุตสาหกรรมไทย มองรัฐบาลตื่นตัวออกกฎเกณฑ์
Finance CIMB ชี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1.6 ล้านล้าน ช่วยหลายอุตสาหกรรมไทย มองรัฐบาลตื่นตัวออกกฎเกณฑ์
‘ปลอดประสพ’ ฝากข้อคิด ‘อ.วีระ’ วอนให้เกียรติข้าราชการ ยันที่พักอุทยานฯ เน้นอิงธรรมชาติ
Politics ‘ปลอดประสพ’ ฝากข้อคิด ‘อ.วีระ’ วอนให้เกียรติข้าราชการ ยันที่พักอุทยานฯ เน้นอิงธรรมชาติ
มาคาเลียส ชี้กลุ่มท่องเที่ยวชู ‘อี-โวเชอร์’ บริหารรายได้ธุรกิจยุคใหม่
Business มาคาเลียส ชี้กลุ่มท่องเที่ยวชู ‘อี-โวเชอร์’ บริหารรายได้ธุรกิจยุคใหม่
GOLD2go รุกภาคตะวันออก ผนึกร้านทองพันธมิตร รับเทรนด์ออมทอง 100 บาท ถือครองจริงได้
Finance GOLD2go รุกภาคตะวันออก ผนึกร้านทองพันธมิตร รับเทรนด์ออมทอง 100 บาท ถือครองจริงได้
ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ลุยทุกเส้นทาง
Automotive ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ลุยทุกเส้นทาง
วีระ ขอโทษ เข้าใจผิดปมเข้าพักเกาะสิมิลัน – วอนอย่าตั้งกรรมการสอบ หน.อุทยานฯ
News วีระ ขอโทษ เข้าใจผิดปมเข้าพักเกาะสิมิลัน – วอนอย่าตั้งกรรมการสอบ หน.อุทยานฯ
ดูทั้งหมด

ผู้ว่า ธปท. VS นายกเศรษฐา เตือนเสี่ยง “แจกเงิน-พักหนี้”

16 ก.ย. 2566 | 07:14น.
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ-เศรษฐา ทวีสิน

การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ตามที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงกับประชาชนไว้อย่าง “การแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต” กับ “พักหนี้เกษตรกร 3 ปี” ได้รับเสียงท้วงติงจากนักเศรษฐศาสตร์ค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องใช้วงเงินสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท

แน่นอนว่า ในเชิงการเมือง รัฐบาลมีความต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายการคลังอย่างเต็มที่

คลังต้องซัพพอร์ตนโยบาย

ล่าสุด นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวหลังมอบนโยบายข้าราชการกระทรวงการคลัง ว่า ได้มีการหารือกันถึงภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งต้องยอมรับว่าขณะนี้เศรษฐกิจมีภาวะถดถอย ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้มีอะไรบ้าง ดังนั้นกระทรวงการคลังเอง ก็มีหน้าที่ต้องช่วยซัพพอร์ตในทุก ๆ เรื่อง

อย่างไรก็ดี ตนมี 2 เรื่องที่ได้ให้นโยบาย เรื่องแรก คือ การทำนโยบายต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก ฉะนั้นเรื่องของวินัยการเงินการคลังจึงสำคัญ ต้องตอบสังคมได้ว่า เอาเงินไปใช้อะไร และในระยะยาวจะส่งผลต่อเนื่องกับ GDP ของประเทศ หรือหนี้สาธารณะอย่างไรบ้าง สัดส่วนเป็นอย่างไรที่จะเหมาะสม

สองคือ วิธีการทำงาน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการราชการ ที่ต้องมีความเป็นธรรม ระบบเส้นสาย หรือการโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ระบบการปูนบำเหน็จที่ไม่เป็นธรรม

ยันต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายเศรษฐากล่าวว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องจำเป็น เพราะ GDP จะขยายตัวขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะอาจจะไม่เพิ่มหรือคงที่ไว้ได้ อย่างไรก็ดี นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจก็ต้องมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยนอกจากเรื่องพักหนี้แล้ว ก็หวังว่าในระยะเวลาอันใกล้จะมีมาตรการใหม่ ๆ ออกมาเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นภาคส่วนใหญ่ของประเทศ

“บางนโยบายอย่างพักหนี้เกษตรกร พักกันมา 13 หน ภายใน 9 ปี แต่ยังต้องพักต่อไปเรื่อย ๆ อันนี้เราก็ตระหนักดีว่า ถ้าการพักหนี้ไม่ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ ก็ไม่เป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว ดังนั้น เราก็อยากเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรด้วย”

นายเศรษฐากล่าวว่า ส่วนประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ที่มีปัญหาหนี้เช่นเดียวกัน จะมีการพิจารณากันในลำดับต่อไป แต่ตอนนี้ช่วยกลุ่มไหนได้ก่อนก็ต้องทำทันที ไม่อยากรอให้ครบทุกภาคส่วน

ใช้แอปเป๋าตัง เป็นฐานแจกเงิน

ขณะที่นโยบายแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต นายเศรษฐากล่าวว่าจะมีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทำได้แน่นอน และมีแหล่งเงินแน่นอน แต่ต้องขอเวลา ซึ่งไม่เกิน 1 เดือนจากนี้จะชี้แจงให้ทราบอย่างชัดเจนว่าแหล่งเงินมาจากไหน

“ปัจจุบันนี้ เดี๋ยวพูดไปแล้วยังมีความไม่ชัดเจน เดี๋ยวต้องเปลี่ยน ก็จะหาว่าผมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอีก ขอให้ใจเย็น ๆ มีหลายออปชั่น กำลังดูว่าออปชั่นไหนเหมาะสมที่สุด และมีผลกระทบในวงกว้างน้อยที่สุด”

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า การแจกเงินจะใช้แอปพลิเคชั่นเป๋าตังเป็นฐานข้อมูล (ดาต้าเบส) เนื่องจากผ่านการยืนยันตัวตน (KYC) ไว้เรียบร้อยหมดแล้ว แต่จะทำระบบบล็อกเชนมากำกับข้างหลัง เป็นการต่อยอด

ผู้ว่าฯธปท.เตือนรักษาเสถียรภาพ

ขณะที่ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวหลังร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า ได้มีการพูดถึงข้อกังวลต่าง ๆ ในเรื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยตอนนี้ฟื้นตัวช้ากว่าที่อื่น แต่ยังอยู่ในภาพการฟื้นตัว ดังนั้น โจทย์ของการดำเนินนโยบายการเงินคือ การทำให้เข้าสู่ภาวะปกติ (normalization) ทั้งในฝั่งการเงินและการคลัง

โดยยังคงให้ความสำคัญกับ “เสถียรภาพ” เนื่องจากหลายคนจับตาดูอยู่ ซึ่งเสถียรภาพฝั่งการคลังต้องมี ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐที่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเสถียรภาพการคลังเพียงพอ จึงโดนลดเครดิตเรตติ้ง

“เรื่องเสถียรภาพจึงเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งไม่เฉพาะเสถียรภาพด้านการคลัง แต่ยังรวมถึงเสถียรภาพในด้านอื่น ทั้งเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพราคา และเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ ธปท.ดำเนินการมาโดยตลอด ทั้งนี้ ธปท.ได้แชร์ข้อกังวลต่าง ๆ ให้นายกฯ รับฟัง แต่สุดท้ายการดำเนินนโยบายจะเป็นอย่างไร ก็เป็นฝั่งการคลัง เพราะเรามีบทบาทที่แตกต่างกัน แต่หากดูโจทย์ตอนนี้และการทำมาตรการต่าง ๆ จะต้องไม่ทำลาย หรือกระทบเสถียรภาพจนเกินไป หรือสร้างผลข้างเคียงให้กับระบบ”

3 ข้อเสนอแนะแบงก์ชาติ

สำหรับนโยบายการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ตอนนี้รูปแบบในการออกยังไม่มีความชัดเจน โดยข้อกังวลของ ธปท.ที่หารือกับนายกฯ คือ 1.บริบทเศรษฐกิจ ตัวเลขโดยรวมออกมาไม่สวย โดยไตรมาส 2/2566 ออกมา 1.8% ต่ำกว่าคาด ซึ่งหากดูที่มาของการเติบโตจะเห็นว่าการบริโภคยังขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 1 และ 2/66 แต่ตัวที่ขาดไปคือการลงทุน ที่ประเทศไทยไม่มีการลงทุนมานาน ดังนั้น ภาพการฟื้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนจะสำคัญกว่าการบริโภค

2.รูปแบบการทำ ควรทำแบบกำหนดเป้าหมายเฉพาะเจาะจง (targeted) น่าจะช่วยประหยัดงบประมาณ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการเงิน 10,000 บาท และ 3.เรื่องเสถียรภาพ โดยการทำนโยบายต่าง ๆ จะต้องฉายภาพระยะปานกลาง ว่าหากทำแบบนี้จะมีผลต่อภาพขาดดุลงบประมาณอย่างไร หรือฐานะการคลังในมิติต่าง ๆ จะอยู่ในกรอบอย่างไร ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่น เพราะหากย้อนดูกรณีประเทศอังกฤษที่ประกาศเรื่องภาษี แต่ไม่มีความชัดเจนเรื่องของงบประมาณ ทำให้เกิดปัญหาทางด้านขาดความเชื่อมั่น ดังนั้น นโยบายจำเป็นต้องฉายภาพฐานะการคลังในระยะปานกลาง

“ผลต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตอนนี้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะออกมา แต่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งบางคนบอกว่าจะเป็นรูปแบบ e-Money ซึ่งก็เป็นรูปแบบปัจจุบัน จะมีผลต่อเงินเฟ้อและผลต่อฐานะการคลัง และหากเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ก็เป็นสิ่งที่ ธปท.ไม่สนับสนุนให้นำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน และขอยืนยันว่า CBDC ไม่สามารถใช้กับนโยบายนี้ได้ เพราะเป็นโปรเจ็กต์การเรียนรู้ ไม่ใช่เป็นโปรเจ็กต์ที่จะนำมาใช้ และยังไม่พร้อมใช้ในวงเงินจำนวนมากได้ ดังนั้น ภาพรวมผลจะเป็นเรื่องของในฝั่งการกระตุ้น และงบประมาณการคลังที่นำมาใช้ อย่างไรก็ดี ส่วนการดูแลสภาพคล่องในระบบเป็นเรื่องที่ ธปท.ต้องดูแลอยู่แล้ว”

ห่วงพักหนี้มีโอกาสเป็นหนี้เสียสูง

ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวว่า ส่วนมาตรการพักหนี้เกษตรกร มองว่าขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะทำ ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่ ธปท.ยังคงมุมมองเดิมว่า ควรเป็นเครื่องมือที่มีไว้ แต่ไม่ใช่เครื่องมือหลักที่จะใช้ และไม่คิดว่าการพักหนี้ในวงกว้างจะเหมาะสม ซึ่งได้เสนอความเป็นห่วงเรื่องนี้กับทางรัฐบาลไปแล้ว เนื่องจากการพักหนี้เป็นมาตรการที่เหมาะกับการทำชั่วคราวและบางกลุ่ม เช่น ในช่วงโควิด-19 ที่มีคนถูกกระทบในวงกว้าง ก็เหมาะที่จะใช้มาตรการพักหนี้ และหลังจากนั้นก็พยายามถอย เพราะการพักหนี้นานไปไม่ดี มีผลข้างเคียงมาก

“ถ้าดูข้อมูลจะพบว่า จากที่พักหนี้มา 14 ครั้ง ในรอบ 8 ปี ผลที่ออกมาก็ค่อนข้างชัดว่าไม่ได้ดีขนาดนั้น โดยมีลูกหนี้ 70% ที่พักหนี้กลายเป็นมีหนี้มากกว่าเดิม คนที่เข้าโครงการพักหนี้มีโอกาสเป็นหนี้เสียสูงก็มีค่อนข้างเยอะ”

ทั้งนี้ แนวโน้มนโยบายการเงินจะต้องนิ่งและมองไปข้างหน้า ซึ่งหากดู outlook เงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นก็ตาม เพราะยังมีความเสี่ยงเรื่องของราคาพลังงานโลกที่จะเพิ่มขึ้น และสิ่งที่ ธปท.ห่วงคือ เอลนีโญที่จะมีผลต่อราคาอาหารที่มีผลต่อตะกร้าเงินเฟ้อและอุปสงค์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการท่องเที่ยว ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อน่าปรับเพิ่มขึ้น

ดังนั้น การดำเนินนโยบายการเงินจะต้องสอดคล้องกับเศรษฐกิจระยะยาว หรือเรียกว่า neutral rate ซึ่งเป็นระดับที่เงินเฟ้อเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% และไม่เป็นอุปสรรคในการเกิดการแสวงหาผลตอบแทน (search for yield) และสิ่งที่เน้นคือโจทย์เดิม คือการปรับนโยบายเข้าสู่ภาวะปกติ (normalization) จากเดิมเป็น smooth take off เป็น landing

“ที่ผ่านมา ธปท.ให้น้ำหนักกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งตอนนั้นตัวเลขพีก 7.9% และค่อย ๆ ทยอยปรับลดลงมา ทำให้เราได้ทยอยใส่ปัจจัยอื่นเข้าไปเพิ่มในการพิจารณา แต่โจทย์ยังคงเป็นการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ราคา และระบบการเงิน” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

ภาพที่เห็นนี้เป็นความไม่ลงตัวที่จะต้องหา “จุดลงตัว” ให้ได้ เพราะฝั่งการคลังก็ต้องเดินหน้าทำตามนโยบายที่รัฐบาลหาเสียงไว้ ส่วนฝั่งนโยบายการเงินก็ส่งเสียงเตือนให้คำนึงถึงเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ

สุดท้ายจะออกมาแบบไหน คงต้องชั่งน้ำหนักให้ดี