เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“อีลอน มัสก์” คาดการณ์อีก 5 ปี AI ฉลาดกว่าคน โลกอาจเปลี่ยน จน “เงินสดไร้ความหมาย”
World “อีลอน มัสก์” คาดการณ์อีก 5 ปี AI ฉลาดกว่าคน โลกอาจเปลี่ยน จน “เงินสดไร้ความหมาย”
GRAND แจ้งเหตุผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ พร้อมเลื่อนประชุมผู้ถือหุ้น เหตุไม่ครบองค์ประชุม
Finance GRAND แจ้งเหตุผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ พร้อมเลื่อนประชุมผู้ถือหุ้น เหตุไม่ครบองค์ประชุม
“พิพัฒน์” เร่งไฮสปีดไทย-จีน เร่งสร้างถึง”หนองคาย” ดันกรุงเทพ-โคราชเปิดปี’73
Politics “พิพัฒน์” เร่งไฮสปีดไทย-จีน เร่งสร้างถึง”หนองคาย” ดันกรุงเทพ-โคราชเปิดปี’73
คกก. จัดการประชุม IMF-World Bank เผยความคืบหน้า 3 อนุฯ เตรียมพร้อม 12-18 ต.ค. นี้
Politics คกก. จัดการประชุม IMF-World Bank เผยความคืบหน้า 3 อนุฯ เตรียมพร้อม 12-18 ต.ค. นี้
ครม.อนุมัติ ขยายเวลาลด VAT เหลือ 7% อีก 1 ปี สรรพากรชี้ช่วยเศรษฐกิจไทยขยายตัว
Politics ครม.อนุมัติ ขยายเวลาลด VAT เหลือ 7% อีก 1 ปี สรรพากรชี้ช่วยเศรษฐกิจไทยขยายตัว
“เดชรัต” น้อมรับคำติ ยัน ปชน. ไม่คิดล้มบัตรทอง เดินหน้ารับฟังแก้ปม สปสช.
Politics “เดชรัต” น้อมรับคำติ ยัน ปชน. ไม่คิดล้มบัตรทอง เดินหน้ารับฟังแก้ปม สปสช.
ททท.ตราด คาดหยุดยาววันเฉลิมฯ เงินสะพัด 118 ล้านบาท “เกาะช้าง” ครองแชมป์ยอดฮิต
เศรษฐกิจภูมิภาค ททท.ตราด คาดหยุดยาววันเฉลิมฯ เงินสะพัด 118 ล้านบาท “เกาะช้าง” ครองแชมป์ยอดฮิต
UOB จับมือ Visa อัพเกรดบัตรเครดิตหรู รับตลาดลูกค้ามั่งคั่งโต
Finance UOB จับมือ Visa อัพเกรดบัตรเครดิตหรู รับตลาดลูกค้ามั่งคั่งโต
SET ร่วงหนักกว่า 20 จุด ก่อนวันหยุดยาว-DELTA ตัวฉุดหลัก
Finance SET ร่วงหนักกว่า 20 จุด ก่อนวันหยุดยาว-DELTA ตัวฉุดหลัก
กกต. ยัน คดีฮั้ว สว. จบสิ้นเดือน ส.ค. การันตี เป็นอิสระ ไม่มีใครแทรกแซง
Politics กกต. ยัน คดีฮั้ว สว. จบสิ้นเดือน ส.ค. การันตี เป็นอิสระ ไม่มีใครแทรกแซง
ดูทั้งหมด

ธุรกิจชิงเงินดิจิทัล 5.6 แสนล้าน “เศรษฐา” จี้ห้างร่วมแคมเปญกระตุ้น

20 ก.ย. 2566 | 06:22น.
เงินดิจิทัล

ภาคธุรกิจ-ค้าปลีกค้าส่ง เตรียมแผนชิงกำลังซื้อเม็ดเงิน 5.6 แสนล้านนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท นายกฯเศรษฐา ระบุใช้ผ่านแอป “เป๋าตัง” ชี้ภาคธุรกิจต้องเตรียมแผนเพิ่มกำลังผลิต-จ้างงาน หนุนยักษ์ค้าปลีกแข่งทำแคมเปญ ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า “LG-เพาเวอร์บาย” จัดโปร-เตรียมสต๊อกสินค้า คาดดันยอดขายโตกว่า 30% “มือถือ-ไอที” จัดการช่องทางขายทั่วประเทศ ค้าปลีกค้าส่งภูธรหวั่นกำลังซื้อไม่ถึงร้านค้าย่อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นโยบายแจกเงิน 10,000 บาท ให้กับประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ทุกคน ซึ่งประเมินว่าต้องใช้วงเงินประมาณ 5.6 แสนล้านบาท โดยจะเป็นการเติมเงิน 10,000 บาท ให้แก่ประชาชนในงวดเดียว เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกำหนดให้ใช้จ่ายภายใน 6 เดือน ทั้งนี้เดิมมีเงื่อนไขการใช้จ่ายในรัศมี 4 กิโลเมตร ตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดห่างไกลอาจมีปัญหาในการจับจ่ายก็อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแก้เงื่อนไขสำหรับพื้นที่ห่างไกล

นายกฯชี้ใส่เงินผ่าน “เป๋าตัง”

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อ 14 กันยายน 2566 ที่เข้ากระทรวงการคลัง ถึงนโยบายแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลตว่า รูปแบบการแจกเงินจะใช้ฐานข้อมูลจากแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” เนื่องจากผ่านการยืนยันตัวตน (KYC) เรียบร้อยหมดแล้ว โดยจะทำระบบบล็อกเชนมากำกับข้างหลังเป็นการต่อยอด ส่วนแหล่งเงินมาจากไหน จะชี้แจงให้ทราบภายหลัง จะมีความชัดเจนภายในไม่เกิน 1 เดือนแน่นอน สำหรับการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเลต โดยจะพยายามทำให้ทันวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 หรือภายในไตรมาสแรกปี 2567

แหล่งข่าวกระทรวงการคลังกล่าวว่า จากที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าใช้ฐานข้อมูลจากแอป “เป๋าตัง” ที่ประชาชนมีการลงทะเบียนใช้งานกว่า 40 ล้านรายแล้ว เพราะหลาย ๆ โปรเจ็กต์ที่อยู่ในแอปเป๋าตัง เช่น การขายพันธบัตรรัฐบาล หรือลอตเตอรี่ออนไลน์ ก็มีเทคโนโลยีบล็อกเชนกำกับอยู่เช่นกัน ดังนั้นการดิจิทัลวอลเลต 10,000บาท ก็จะเป็นอีกโปรเจ็กต์ที่อยู่ในแอปเป๋าตัง

และในการหารือในเบื้องต้น ประชาชนสามารถนำ e-Money ในดิจิทัลวอลเลตใช้จ่ายซื้อสินค้าได้ทุกประเภท ทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค อาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น (ยกเว้น บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กัญชา สลากกินแบ่งรัฐบาล) รวมทั้งสามารถนำไปจ่ายในร้านอาหารต่าง ๆ ได้

ธุรกิจเร่งผลิตสินค้ารองรับ

นอกจากนี้ นายเศรษฐากล่าวในงาน Thairath Forum 2023 ว่า โครงการแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเลต จะทำให้เร็วที่สุดไม่เกินภายในไตรมาส 1/67 สิ่งที่รัฐบาลทำนอกจากใส่เงินให้ประชาชนแล้ว ยังตอบสนองความต้องการท้องถิ่น ให้พี่น้องประชาชนที่ทำงานในเมืองได้กลับไปเยี่ยมบ้าน ไปหาผู้หลักผู้ใหญ่ ทำให้สถาบันครอบครัวแข็งแกร่งขึ้นด้วย

เรื่องระยะเวลาการใช้ ระยะทางการใช้ และประเภทสินค้าก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะมีความชัดเจนออกมา โดยถ้ารัฐบาลสามารถประกาศได้ว่าวันที่ 1 ก.พ. 2567 เงินเข้าระบบ มั่นใจว่าผู้ประกอบการทั้งหลายก็จะทราบว่าเม็ดเงิน 5.6 แสนล้านบาท ที่จะเข้าไปในตลาดในช่วง 6 เดือน (ก.พ.-ก.ค.) ก็คงมีหลาย ๆ ธุรกิจเร่งผลิต เร่งจ้างงานเพื่อเตรียมสินค้าไว้รองรับ เรียกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเกิดก่อนที่ดิจิทัลวอลเลตถูกลอนช์ออกไปด้วย

นอกจากนี้ นายเศรษฐากล่าวว่า ในงานนี้มีผู้ประกอบการร่วมฟังอยู่ด้วย ก็เชื่อว่าธุรกิจคงทำการตลาดกระตุ้นเพิ่มขึ้น เช่น ถ้าคุณชฎาทิพ จูตระกูล (สยามพิวรรธน์) ทำแคมเปญให้ดิจิทัลวอลเลต 100 บาท ไปซื้อสินค้าที่ห้างมีมูลค่า 110 บาท ขณะที่คุณศุภลักษณ์ อัมพุช (เดอะมอลล์) ก็อาจทำแคมเปญเพิ่มให้มีมูลค่าเป็น 111 บาท การแข่งขันเสรีเป็นเรื่องที่ดี ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

สินค้าอุปโภคบริโภครับเต็ม ๆ

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการค้าปลีกเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการค้าปลีกหลาย ๆ รายต่างก็ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการแจกเงิน 10,000 บาทของรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ประกอบการค้าปลีกในต่างจังหวัด ซึ่งที่ผ่านมาการกระตุ้นการจับจ่ายในลักษณะนี้ของรัฐบาลชุดเดิมที่ทำมาแล้ว เช่น คนละครึ่ง หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ช่วยให้การจับจ่ายมีความคล่องตัวขึ้น หรือในแง่ยอดขายก็เพิ่มขึ้น เนื่องจากมองว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยได้ทั้งการกระตุ้นการจับจ่ายของกลุ่มที่ไม่มีกำลังซื้อหรือรากหญ้า หรือกลุ่มที่มีกำลังซื้ออยู่แล้วก็จะมีการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้น

กลุ่มสินค้าที่จะได้รับอานิสงส์จากโครงการนี้หลัก ๆ จะเป็นอุปโภคบริโภค สินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ราคาไม่สูงนัก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ต้องมีกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ ขึ้นมารองรับ โดยเฉพาะเรื่องของราคาเพื่อจูงใจ ซึ่งอาจจะมีหลากหลายรูปแบบหลายวิธีการ เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนยังรอฟังรายละเอียดที่ชัดเจนของโครงการ ประกอบกับคาดว่าโครงการนี้จะเริ่มต้นประมาณต้นปีหน้า ดังนั้นจึงมีเวลาที่จะเตรียมตัว ขณะที่บางรายมีการพูดคุยถึงช่องทางการทำรถเร่เข้าไปขายตามชุมชน

“เม็ดเงินกว่า 5 แสนล้านบาท ถือเป็นเม็ดเงินที่มาก หากหมุนเวียนในระบบได้สัก 2-3 รอบ น่าจะช่วยให้จีดีพีปีหน้าโตได้ประมาณ 4-5% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะได้ประมาณ 3.0-3.5%” แหล่งข่าวกล่าว

เครื่องใช้ไฟฟ้าบริหารสต๊อก

ด้านธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยนายอำนาจ สิงหจันทร์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีการประชุม วางแผนการจัดโปรโมชั่นและการสำรองสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว โดยคาดว่าสินค้ากลุ่มทีวี เครื่องซักผ้าและตู้เย็น ระดับราคาประมาณ 1 หมื่นบาท จะมีดีมานด์สูง สะท้อนจากสถิติการขายในช่วงนโยบายอุดหนุนครั้งก่อนที่เครื่องซักผ้าราคาประมาณ 7-9 พันบาท ขายดีมาก

อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายในการบริหารสต๊อกสินค้า เนื่องจากปกติช่วงต้นปีร้านค้าจะไม่นิยมมีสต๊อกสินค้ามากนัก หลังเคลียร์สต๊อกเก่าของปีก่อนหน้าและเตรียมเข้าหน้าขายเครื่องปรับอากาศ

“นโยบายเงิน 1 หมื่นบาทนี้น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและยอดขายของบริษัทได้ คล้ายกับช่วงโครงการอุดหนุนเงินในครั้งก่อน ๆ ซึ่งช่วยให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 30%”

ขณะที่นายวรวุฒิ พงศ์ชินภัค กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล กล่าวว่า นโยบายนี้น่าจะส่งผลในทิศทางที่ดีเช่นเดียวกับนโยบายก่อน ๆ เนื่องจากมาเสริมกำลังซื้อให้ผู้บริโภคหลังจากที่แบรนด์ต่าง ๆ เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ในช่วงปลายปี โดยบริษัทจะเข้าร่วมอย่างแน่นอนเช่นเดียวกับโครงการที่ผ่าน ๆ มา เพียงแต่ต้องรอรายละเอียดต่าง ๆ ก่อนจึงจะสามารถวางแผนได้ชัดเจน

ทั้งนี้มั่นใจว่าจะไม่เกิดการชะลอจับจ่ายในช่วงปลายปีเพื่อรอเงินก้อนนี้ แต่จะทำให้เกิดการจับจ่าย 2 รอบ คือการซื้อในช่วงเทศกาลช็อปปิ้งปลายปี ซึ่งตลาดมีทั้งสินค้าใหม่และแคมเปญต่าง ๆ และการช็อปอีกครั้งหลังจากได้เงินก้อนนี้

“มือถือ-ไอที” รอรับอานิสงส์

นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ซิงเกอร์ ประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปกติในช่วงไตรมาส 4 เป็นหน้าขายสินค้าไอที และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะสินค้าเปิดตัวใหม่อย่างไอโฟน 15 และแบรนด์อื่น ๆ จะกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคได้ หากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยก็จะยิ่งเป็นโอกาสในการขายสินค้า เห็นได้จากโครงการช้อปช่วยชาติที่ผ่านมา

“สิ่งที่เราต้องเตรียมคือ ระบบรองรับเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 แสนล้าน ซึ่งครั้งนี้มีส่วนที่เพิ่มเข้ามาจากครั้งก่อน ๆ คือ เงื่อนไขรัศมี 4 กิโลเมตร จึงต้องเตรียมพร้อม ทั้งในแง่สินค้าและพื้นที่ขาย อย่างร้านเจมาร์ทที่อยู่ในห้างก็จำกัดในเมือง แต่ซิงเกอร์มีทั้งสาขาสแตนด์อะโลน และช่องทางการขายสินค้าที่กระจายออกไปได้ทั่วถึง จึงรองรับเงื่อนไขในเชิงพื้นที่ได้”

โดยส่วนตัวมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะนี้ มีโอกาส 2 อย่าง คือระบายสินค้าเก่า และกระตุ้นให้ซื้อสินค้ารุ่นใหม่ กรณีระบายสต๊อกอาจทำได้โดยเพิ่มโปรโมชั่น on top ส่วนลดต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ

“ในแง่การจัดการสต๊อกสินค้าคงต้องดูดีมานด์ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ ด้วย เนื่องจากโครงการนี้ใช้เวลานานถึง 6 เดือน ระหว่างนั้นจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ๆ ของหลายแบรนด์ เราต้องสั่งของในช่วงเวลานั้น แต่ส่วนที่เป็นอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ สั่งไว้ล่วงหน้าได้ ปกติโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น 1-2 เดือน

ทำให้คนตัดสินใจซื้อเร็วแบบได้เงินต้นเดือน ซื้อปลายเดือน ทำให้เห็นการเติบโตและดีมานด์สูง อาจโต 20% ในไตรมาสนั้น ๆ ขณะที่โครงการนี้มีระยะเวลา 6 เดือน ทำให้คนมีเวลาตัดสินใจนานขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อาจมีรุ่นใหม่ ๆ ออกมา ดีมานด์จะยังไม่เห็น growth ที่ชัดเจน คาดว่าจะเพิ่มดีมานด์ 10-15%”

ประโยชน์ทั้งทางตรง-ทางอ้อม

ด้านนายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีที และการจัดงาน บมจ.เออาร์ไอพี ผู้จัดงานคอมมาร์ต (COMMART) กล่าวว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลวอลเลต, การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หรืออื่น ๆ ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค ซึ่งกลุ่มสินค้าไอทีมีโอกาสได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งส่วนตัวมองว่าอาจเป็นในลักษณะที่ผู้บริโภคนำเงินในดิจิทัลวอลเลตไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ แล้วเหลือเงินส่วนตัวมาซื้อสินค้าไอทีเพิ่ม หรือถ้าในอนาคตดิจิทัลวอลเลตมีขอบเขตการใช้งานที่ชัดเจนขึ้น สินค้าไอทีก็อาจได้รับอานิสงส์ทางตรงด้วย

“ในฐานะที่เป็นผู้จัดงานสินค้าไอที การเตรียมความพร้อมในแง่แคมเปญโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่สำคัญมาก นโยบายภาครัฐเป็นเพียงปัจจัยเสริมที่จะช่วยกระตุ้นยอดขาย หรือกำลังซื้อ ถ้าออกมาในช่วงที่มีการจัดงานพอดี และใช้กับสินค้าไอทีได้ หน้าที่เราคือศึกษาข้อกำหนด และกฎเกณฑ์การใช้งานอย่างละเอียด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทั้งฝั่งร้านค้า และผู้บริโภค”

นายพรชัยกล่าวด้วยว่า งานคอมมาร์ตในช่วงกลางปี 2566 ที่ผ่านมา มีมูลค่าการซื้อขายภายในงานถึง 3,300 ล้านบาท มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 3,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อสินค้าไอทีไม่น่าเป็นห่วง อีกทั้งไอทีเป็นสินค้าทางใจที่คนยอมจ่ายเพื่อแลกความสุขในการใช้งาน

หวั่นกำลังซื้อไม่ถึงร้านค้าย่อย

นายประกอบ ไชยสงคราม ผู้บริหาร บริษัท ยงสงวนกรุ๊ป จำกัด จ.อุบลราชธานี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องเงินดิจิทัลวอลเลตที่รัฐบาลจะแจกให้กับประชาชนนั้น ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องโปรโมชั่นสำหรับการกระตุ้นตลาด เพราะโดยส่วนตัวยังไม่ทราบถึงความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว จากที่สอบถามกับทางซัพพลายเออร์ก็ยังไม่ได้คำตอบอะไร ทำให้มีข้อสงสัยหลายประการว่าประชาชนคนทั่วไปจะรับสิทธิได้ต้องทำอย่างไรบ้าง ประเด็นดังกล่าวหากรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนจะไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ทุกช่องทาง

“หลายคนสนับสนุนให้รัฐบาลใช้แอปเป๋าตังที่มีอยู่แล้ว ส่วนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือไม่มีแอปก็สามารถใช้บัตรประชาชนได้ และทุกองค์กรทุกร้านค้าต้องสามารถใช้เงินก้อนนี้ได้หมด ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัดทั่วไปคุยกันอยู่ว่าเงินก้อนนี้คงไม่ถึงพวกเขา เพราะไม่มีใครเอาเงินหนึ่งหมื่นไปซื้อหมูปิ้งทุกวัน แต่เงินจะไปตกอยู่ที่สินค้าพวกแอร์ โทรทัศน์ มือถือ ยิ่งรวมกันเป็นเงินกองใหญ่รวมจากสมาชิกในครอบครัวอาจจะออกมอเตอร์ไซค์ด้วยซ้ำ

แล้วสิ่งที่น่ากังวลก็คือชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองที่เข้าถึงการใช้เงินยาก จะยอมรับเงินสดจากนายทุนที่ไปตั้งโต๊ะแลกเครดิตเงินที่รัฐบาลให้มา แม้ไม่ได้รับเงินเต็มจำนวน 1 หมื่นบาท แต่แค่ได้เงินสดก็พอ ต่อให้ต่ำสุดถึง 6,000 บาท ชาวบ้านก็ยอม”

นายประกอบกล่าวว่า หากรัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้ได้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน แต่ต้องประกาศให้ชัดเจนว่าเงินก้อนนี้ใช้อย่างไร

ยาแรงกระตุ้นระยะสั้น

ด้านนายธิติ วิชชาพิณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮกกี่ซุปเปอร์มาร์ท จำกัด จ.นครราชสีมา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ในทิศทางเดียวกันว่า นโยบายเรื่องเงินดิจิทัลวอลเลตดูเหมือนจะยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียด แต่ในฐานะผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง ก็คงพยายามเป็นหนึ่งในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและจัดโปรโมชั่น ให้อยู่ในช่วงที่รัฐบาลประกาศเพื่อกระตุ้นยอดขาย ดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการให้มากที่สุด ในส่วนของซัพพลายเออร์ก็น่าจะส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้นด้วย แต่ต้องรอดูความชัดเจนของรัฐบาลต่อไป

“ผมคิดว่านโยบายนี้รัฐบาลฉีดยาแรงอยู่ และน่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี แต่คงอยู่ในระยะสั้น ไม่มีผลในระยะยาว ผมไม่แน่ใจว่ารัศมีการใช้จ่ายเงินของประชาชนยังอยู่ที่ 4 กิโลเมตรหรือเปล่า ถ้าขยายขอบเขตให้อยู่ในรัศมีของเขตอำเภอจะดีกว่ามาก และในฐานะผู้ประกอบการก็อยากให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้จ่ายเงินได้ง่าย ไม่ซับซ้อน”