เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
เศรษฐกิจภูมิภาค CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
Real Estate “พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
Real Estate ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
ดูทั้งหมด

กนง. คงดอกเบี้ยนาน ท้าทายรายได้ “ครัวเรือน-เอสเอ็มอี”

03 ธ.ค. 2566 | 07:39น.
ครัวเรือน-เอสเอ็มอี

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบสุดท้ายของปี 2566 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี ไม่ผิดจากที่ตลาดคาดการณ์กันไว้

โดย กนง.ชี้ว่า “อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทที่เศรษฐกิจกำลังทยอยฟื้นตัวกลับสู่ระดับศักยภาพ เอื้อให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน เสริมสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว และป้องกันการสะสมความไม่สมดุลทางการเงิน อีกทั้งช่วยรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า”

อย่างไรก็ดี กนง.ได้ปรับลดประมาณการอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของปี 2566 นี้ลง เหลือคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.4% ส่วนปี 2567 คาดว่าจะโตได้ 3.2% แต่หากรวมผลของโครงการ “เติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต” ก็จะโตได้ 3.8%

คาดคงดอกเบี้ยตลอดปีหน้า

ทั้งนี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า โดยในปี 2567 และปี 2568 เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวอย่างสมดุลขึ้น จากอุปสงค์ในประเทศ การท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของภาคการส่งออก

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า กนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% ไปตลอดทั้งปี 2567 หากเศรษฐกิจไทยในปีหน้าฟื้นตัวต่อเนื่องและขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าปี 2566 รวมถึงหากเงินเฟ้อไทยยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของ กนง.ที่ 1-3% ต่อปี

ด้าน KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจเกียรตินาคินภัทรประเมินว่า จากทิศทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างอ่อนแอ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำที่ 1.7% เท่านั้น โดยในช่วงที่ผ่านมาเงินเฟ้อไทยลดลงอย่างรวดเร็วและเริ่มเติบโตติดลบ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเริ่มคงที่ ซึ่งเงินเฟ้อในไทยถือว่าปรับตัวลดลงเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ต่างจากหลายประเทศที่เงินเฟ้อค้างอยู่ในระดับสูงยาวนาน

ในขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจส่งสัญญาณทิศทางไม่ชัดเจน ทำให้การประเมินเศรษฐกิจเพื่อดำเนินนโยบายทำได้ยากขึ้น โดยคาดว่า ธปท.จะยังคงดอกเบี้ยที่ 2.5% ไปตลอดทั้งปี 2567 ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงที่นโยบายการเงินไทยจะอยู่ในภาวะที่เริ่มตึงตัวมากเกินไป

ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยสูงขึ้นที่ประมาณ 2.5% มากกว่าสหรัฐ ที่ประมาณ 2% ในกรณีที่นโยบาย digital wallet ไม่เกิดขึ้นได้จริง โอกาสที่ ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีสูงขึ้น

ดอกเบี้ยขึ้นเร็ว-รายได้ตามไม่ทัน

“ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า หลังจาก กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% ต่อปี โดยที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ทยอยปรับขึ้นมาก่อนหน้านี้ตามดอกเบี้ย กนง.ไปแล้ว หากมองไปอีก 1 ปีข้างหน้า จะเห็นดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับนี้ โดยความท้าทายจะอยู่ที่รายได้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนจะสามารถปรับขึ้นได้ในระดับใด

ลุ้นจีดีพีปีหน้าหนุนรายได้ฟื้น

ทั้งนี้ จะเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมา ภาระทางด้านดอกเบี้ยขึ้นมาค่อนข้างเร็ว จากระดับ 0.50% ต่อปี มาเป็น 2.50% ต่อปี ถือว่าปรับขึ้นมาถึง 5 เท่า ซึ่งสวนทางกับรายได้ที่ไม่ได้ขึ้นถึง 5 เท่า อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินว่า จีดีพีปี 2567 จะอยู่ที่ระดับ 3.2% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2% สะท้อนว่า Norminal GDP จะอยู่ที่ราว 5% หากเป็นไปตามคาดการณ์ ภายใต้ภาระดอกเบี้ยที่คงอยู่ที่ระดับ 2.50% ต่อปี น่าจะทำให้ความตึงตัวของภาคครัวเรือนคลี่คลายลงได้

รายได้เอสเอ็มอียังท้าทาย

“ผลกระทบจากดอกเบี้ยและการฟื้นตัวอาจจะแตกต่างตามแต่ละกลุ่ม โดยค่าเฉลี่ยของประเทศในแง่รายได้ตามทิศทาง Norminal GDP ที่ 5% จะเห็นว่า กลุ่มข้าราชการอาจได้รับอานิสงส์จากนโยบายการปรับเงินเดือน แต่ในแง่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอียังมีความท้าทาย เนื่องจากจะเห็นว่านักท่องเที่ยวยังเข้ามาไม่ได้ตามเป้าหมาย หากดูจากการคาดการณ์ที่จะเข้ามา 35 ล้านคน ยังหายไปอีก 5 ล้านคน เมื่อเทียบช่วงก่อนโควิด-19 ที่อยู่ที่ 40 ล้านคน

ดังนั้นจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไปเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ที่พึ่งพิงการบริโภคในประเทศ”

ต้นทุนดอกเบี้ยทุบลงทุนปีหน้า

“ดร.พชรพจน์” กล่าวอีกว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายใต้อัตราดอกเบี้ยระดับ 2.50% ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง ซึ่งจะเห็นตัวอย่างในสหรัฐที่มีการเร่งปรับอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างเร็ว

ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวแรง แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมจะชะลอน้อย เนื่องจากสหรัฐมีอุตสาหกรรมเกิดใหม่ แต่หากเทียบกับไทยที่จีดีพีขยายตัวแค่ 2-3% ทำให้เอกชนที่จะลงทุน ต้องพิจารณาถึงรายได้กับภาระต้นทุนด้วย สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจในเดือน ก.ย.-พ.ย. ที่เริ่มเห็นการชะลอตัวลง

ส่วนผลกระทบจากดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจในภาพรวม จะเห็นหลังจากนี้อีก 6-9 เดือน เป็นไปตามหลักการที่การส่งผ่านนโยบายการเงินจะเห็นผลในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น การลงทุนภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบ full effect ในปี 2567 เป็นต้นไป

“มองไปอีก 1 ปีข้างหน้า คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 2.50% ความท้าทายจะอยู่ที่รายได้ของครัวเรือนและภาคธุรกิจจะสามารถเติบโตได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยแรงกดดันหรือการตึงตัวของครัวเรือนจากภาระดอกเบี้ยจะลดลง จากก่อนหน้าที่ภาระดอกเบี้ยขึ้นมาเร็วกว่ารายได้ ซึ่งหากทุกอย่าง smooth เศรษฐกิจไปได้ เชื่อว่าการฟื้นตัวจะดีขึ้น แต่กลุ่มที่ยังไม่ไหวอาจจะต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด”