เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

การเติบโต แบบไม่ทั่วถึง โดย จิตระวี ล่ำปิยะ

25 เม.ย. 2561 | 13:03น.

คอลัมน์ Inside Out Story

โดย จิตระวี ล่ำปิยะ

เมื่อประมาณปี 2009 ธนาคารโลกมีการกำหนดคำคำหนึ่งเพื่อใช้แทนรูปแบบการเจริญเติบโตที่มีการกระจายอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ ทุกกลุ่ม โดยเลือกใช้คำว่า “inclusive growth” แปลง่าย ๆ ว่า “การเติบโตแบบทั่วถึง”

ผลเช่นนี้จึงทำให้องค์กรต่าง ๆ ในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น WEF รวมทั้ง UN นำคำว่า “inclusive growth” มาใช้ในการจัดทำรายงาน ทั้งยังอ้างอิงต่อการกำหนด SDGs อีกด้วย

เพราะการวัดการเติบโตของแต่ละประเทศมิใช่การวัดจากการเติบโตของตัวเลขจีดีพีแต่เพียงอย่างเดียว หากยังเป็นการวัดรายได้โดยรวมของประชากร การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย ซึ่งหากมีกลุ่มผู้ร่ำรวยสามารถสร้างรายได้มหาศาล แม้จะมีกลุ่มคนที่ยากจน อดอยาก จีดีพีของประเทศก็จะไม่ตกต่ำ ดังนั้น จีดีพีจึงมิได้สะท้อนเรื่องของความเหลื่อมล้ำของคนในประเทศเท่านั้น เพราะเห็นได้จากการที่จีดีพีเติบโต แต่ทำไมหลายคนยังบ่นว่า เศรษฐกิจไม่ดี นั่นเอง

ทางกลับกัน หากดูจากรายงาน Global Wealth Report 2016 ของ Credit Suisse ประเทศไทยกลับเป็น 1 ใน 3 ของประเทศที่ประชากร 1% ครอบครองทรัพย์สินมากกว่า 58% ของประเทศ รองแค่รัสเซีย กับอินเดีย เท่านั้นเอง

ถามว่าความเหลื่อมล้ำ และการเติบโตแบบไม่กระจายส่งผลอะไรแก่เราบ้าง ?

จนวันหนึ่ง ดิฉันมีโอกาสไปร่วมงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 52 ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดยภายในงานมีหัวข้อหลักเรื่อง “พัฒนบริหารศาสตร์สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งมี “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี มาปาฐกถาพิเศษ

เนื้อหาบนเวทีนอกจากเรื่องของการชี้ให้คนไทยมีส่วนร่วมในการสร้างเศรษฐกิจ-สังคม ให้มากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ “ดร.สมคิด” ยังกล่าวถึงการพัฒนาประเทศให้มีการเติบโตที่ยั่งยืน โดยใช้มาตรวัดอื่นที่มิใช่ตัวเลขจีดีพีอีกต่อไป

“จากแนวความคิดเดิมที่ทุกประเทศ รวมทั้งไทยเฝ้าติดตามจีดีพีของประเทศแต่ละไตรมาส แต่ละปี วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของเพื่อนบ้าน หรือคู่ค้า ตัวเลขจากจีดีพี ซึ่งที่ผ่านมามีบทเรียนมากมายที่สะท้อนให้เห็นผลลัพธ์ของจีดีพีที่เติบใหญ่ ด้วยการล้มครืนทางเศรษฐกิจ ทั้งต้มยำกุ้ง ปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2550-2551 ซึ่งล้วนตอกย้ำให้เห็นว่า ตัวเลขจีดีพีที่สวยหรู ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืนอีกต่อไป”

“ความเจริญทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก มิได้เป็นช่องทางหลักที่ไทยจะสร้างความเติบโตให้ใครได้อย่างยั่งยืน และยาวนาน หากแต่การสร้างความเท่าเทียมของเมือง และชนบท ลด

ความเหลื่อมล้ำของรายได้ ลดความเสี่ยงด้วยการสร้างความเติบโตทั้งเศรษฐกิจมหภาค และเศรษฐกิจจุลภาคควบคู่กัน”

นอกจากนั้น “ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังกล่าวถึงเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในงานเดียวกัน แต่เป็นช่วงของการเสวนา โดยเขายกตัวอย่างเรื่องการมุ่งเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล และการประมาณตน จะทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง

“กรณีแรกคือการทำไร่ข้าวโพดในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ จนทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของดิน ทั้งพื้นที่ป่ายังถูกแผ้วถางจนสูญหายไปกว่า 4 แสนไร่ สร้างหนี้ให้แก่ชาวบ้าน 70,000 คน รวมเป็นเงิน 2,500 ล้านบาท ตรงนี้ไม่เพียงเป็นปัญหาปากท้องจนเกิดหนี้สิน ผมยังมองว่าหากเราไม่เร่งฟื้นฟูป่า ปัญหานี้จะกระทบไปถึงคนปลายน้ำทั้งภาคเหนือ-ภาคกลาง เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำ ทั้งยังเป็นที่มาของน้ำถึง 37%”

“สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่สะท้อนเรื่องผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำอย่างดี เนื่องจากจุดเริ่มต้นมาจากการที่นายทุนใหญ่เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพด เมื่อปลูกแล้วชีวิตของพวกเขาย่อมฝากไว้กับไร่ข้าวโพด อยากมีมากก็ต้องปลูกมาก อยากปลูกมากก็ต้องถางป่าเพิ่ม ลงทุนเพิ่ม สุดท้ายนายทุนลอยตัว ชาวบ้านเป็นหนี้ พื้นที่ต้นน้ำหาย เดือดร้อนกันเป็นทอด ๆ ไม่ใช่แค่พื้นที่ไร่ข้าวโพด”

“ดร.วิวัฒน์” ย้ำว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงควรเริ่มต้นที่การพัฒนาคน เมื่อคนมีความประมาณตน มีความพอดี พอเพียง รู้จักตนเอง ไม่ตกเป็นเหยื่อของระบบ หรือเป็นเหยื่อของนายทุน ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดสิ้น หรือน้อยลงทันที

เช่นเดียวกันกับการที่สหประชาชาติตั้งเป้าหมายทางด้านความยั่งยืน หรือ SDGs โดยกำหนดให้ข้อ 1 ใน 17 คือ การขจัดความยากจน เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตราบใดที่ยังมีคนยากจน

เหมือนดังที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงปฏิบัติมาตลอดคือเรื่องของการพัฒนาคน ไม่ว่าประเทศใด ชาติใด ปกครองด้วยระบบการปกครองแบบไหน สิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำคือการต่อสู้กับความอดอยาก และช่วยลดความเหลื่อมล้ำ

โดยทุกคนต้องช่วยเหลือตนเอง เรียนรู้ ไม่กลับไปเจ็บซ้ำกับการหวังเพียงตัวเลขของจีดีพีอีก

จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เรายังหลงงมอยู่กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ก็ยังใจชื้นขึ้นมาหน่อย เมื่อตัวเลขค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini coefficient) ที่ธนาคารโลกจัดทำขึ้น ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เป็นตัวบ่งชี้ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ กลับพบว่าประเทศไทยของเรามีค่านี้อยู่ที่ 37.80% ในปี 2013 ทั้งยังมีแนวโน้มลดลงมาเรื่อย ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์