ค่าเงินบาทอ่อนค่า หลังจีนประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจสีเงิน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 15-19 มกราคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (15/1) ที่ระดับ 34.93/94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/1) ที่ระดับ 35.05/06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แม้ดอลลาร์จะได้รับแรงหนุนภายหลังนางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์กว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ในเดือน ธ.ค. สะท้อนให้เห็นว่ายังคงเป็นหนทางที่ยากลำบากในการที่เฟดจะสามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%
ขณะนี้อาจเป็นการเร็วเกินไปที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มี.ค. พร้อมกับเน้นย้ำว่าเฟดจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวังทั้งในด้านเงินเฟ้อและการจ้างงาน นอกจากนี้ดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อของนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในทะเลแดง
โดยมีแถลงการณ์ในวันอาทิตย์ (14/1) ว่าเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐได้ยิงสกัดขีปนาวุธต่อต้านเรือที่ยิงมาจากพื้นที่ควบคุมของกลุ่มกบฎฮูตีในเยเมน โดยขีปนาวุธดังกล่าวเล็งเป้ามาที่เรือพิฆาตของสหรัฐที่แล่นอยู่ในทะเลแดงตอนใต้ ภายหลังจากที่สหรัฐและสหราชอาณาจักรโจมตีทางอากาศใส่ฐานทัพกลุ่มฮูตีในเยเมน ส่งผลให้กลุ่มฮูตีขู่ว่าจะโต้กลับอย่างรุนแรง
โดยวิกฤตการณ์ทะเลแดงได้เพิ่มความวิตกกังวลว่าความขัดแย้งในฉนวนกาซาจะลุกลามกลายเป็นระดับภูมิภาคในตะวันออกกลาง นอกจากนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือน ธ.ค.ในวันศุกร์ (12/1) โดยดัชนีราคาผู้ผลิตทั่วไป (Headline PPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงานปรับตัวขึ้น 1.0% ในเดือน ธ.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.3% จากระดับ 0.8% ในเดือน พ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนีปรับตัวลง 0.1% ในเดือน ธ.ค.
ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวขึ้น 0.1% หลังจากปรับตัวลง 0.1% ในเดือน พ.ย. ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงานปรับตัวขึ้น 1.8% ในเดือน ธ.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.9% จากระดับ 2.0% ในเดือน พ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐานทรงตัวในเดือน ธ.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวขึ้น 0.2% จากระดับ 0.0% ในเดือน พ.ย. ส่งผลให้นักลงทุนปรับเพิ่มคาดการณ์ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะตัดสินใจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน มี.ค.
อย่างไรก็ตาม เฟดน่าจะดำเนินการอย่างระมัดระวังและไม่รวดเร็วตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (16/1) เฟดสาขานิวยอร์กเปิดเผย ดัชนีภาคการผลิต (Empire State iNdex) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ -43.7 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -4.0 จากระดับ -14.5 ในเดือนธันวาคม
โดยดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก ส่วนตัวเลขยอดค้าปลีกออกมาที่ระดับ 0.6% สูงกว่าคาด ที่ระดับ 0.4% และสูงกว่าเดือนก่อนหน้า ที่ระดับ 0.3% ขณะที่ในวันพฤหัสบดี (18/1) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 187,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน และต่ำกว่าระดับคาดการณ์ ส่วนตัวเลขการขออนุญาตการก่อสร้างที่อยู่อาศัยออกมาที่ระดับ 1.50 ล้านยูนิตในเดือนธันวาคม สูงกว่าระดับคาดการณ์ที่ 1.47 ล้านยูนิต
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในวันจันทร์ (15/1) นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่า
กนง.ดำเนินนโยบายการเงินปัจจุบัน “เหมาะสม” ไม่ได้ผิดทาง และมองว่าดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 2.50% เป็นจุดที่พอดี ถือเป็นระดับที่รองรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนได้ ยันไม่จำเป็นต้องนัดประชุม กนง.นัดพิเศษ เพื่อถกเรื่องดอกเบี้ย โดยเฉพาะการดำเนินนโยบาย 2 ครั้งล่าสุด ที่ขึ้นดอกเบี้ยมาอยู่ที่ระดับ 2.25-2.50% แม้การแจกเงินดิจิทัลวอลเลต จะมาช้าหรือเร็ว หรือเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ “อัตราดอกเบี้ย” ดังกล่าว จะสามารถรองรับความเสี่ยงได้ทั้งสองกรณี
นอกจากนี้ มองว่าจุดจบของการขึ้นดอกเบี้ยมาอยู่ที่ระดับ 2.50% ถือเป็นจุดที่พอดี หากเทียบกับต่างประเทศ ที่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยไปเกินกว่าจุดที่เป็นกลางของระบบเศรษฐกิจ เช่น การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ระดับ 5%
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่เพียง 2% เท่านั้น โดยหวังให้นโยบายการเงินฉุดรั้งเศรษฐกิจ และดึงเงินเฟ้อให้ลงมา และในวันพุธ (17/1) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบงบประมาณปี’66 โดยมีวงเงินงบประมาณรายจ่าย 3.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 3.48 ล้านล้านบาทในปีงบประมาณ 2567 โดยเป็นงบประมาณขาดดุล 7.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 2 หมื่นล้านบาท หรือ 2.89% ซึ่งคิดเป็น 3.56% ต่อจีดีพี เนื่องจากคาดว่ารัฐบาลจะมีรายได้สุทธิ 2.887 ล้านล้าน ค่าเงินบาทยังได้รับแรงกดดันจากการที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยกว่า 5,749 ล้านบาท และพันธบัตรกว่า 1,573 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการดิจิทัลวอเล็ตเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (17/1) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาแถลงยอมรับว่าคณะกรรมการนโยบายดิจิทัลวอลเลตได้เลื่อนการประชุม ในวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมาออกไปอีก เนื่องจากมีเอกสารข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาเพิ่มเติม พร้อมทั้งกล่าวว่า จากกรอบเวลาแล้ว โครงการไม่น่าทันเดือนพฤษภาคม แต่รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้านโยบายนี้ต่อไป ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.74-35.69 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/1) ที่ระดับ 35.52/54 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยในภูมิภาค ค่าเงินหยวนอ่อนค่าขึ้นมา หลังจากในวันอังคาร (16/1) จีนได้เปิดตัวแผนพัฒนาเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) หรือเศรษฐกิจผู้สูงวัย ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่าล้านล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือจำนวนประชากรผู้สูงวัยที่ต้องการบริการต่าง ๆ ตั้งแต่บริการส่งอาหาร ไปจนถึงบ้านพักคนชราและตัวเลือกด้านความบันเทิง
นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันพุธ (17/1) ว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประจำไตรมาส 4/2566 ขยายตัว 5.2% ซึ่งดีกว่าในไตรมาส 3 ที่มีการขยายตัว 4.9% โดยได้แรงหนุนจากการที่รัฐบาลจีนเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2566 อยู่ในนระดับต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของรอยเตอร์คาดไว้ว่าอาจจะขยายตัว 5.3% ส่วน GDP ทั้งปี 2566 ของจีนขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ที่ราว 5% หลังจากจีนยุติการใช้มาตรการล็อกดาวน์ป้องกันโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นมาตรการที่ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงสู่ระดับ 3% ในปี 2565 ทั้งนี้ในช่วงปลายสัปดาห์ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.34-35.70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/1) ที่ระดับ 35.53/55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (15/1) ที่ระดับ 1.0961/52 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/1) ที่ระดับ 1.0963/64 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ขณะที่วันจันทร์ (15/1) นายโรเบิร์ต โฮลซ์แมนน์ สมาชิกคณะกรรมการควบคุมนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่า ECB อาจไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2567 ส่วนนายโยอาคิม เนกิล ประธานธนาคารกลางเยอรมนี กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่ธนาคารกลางยุโรปจะพิจารณาเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0845-1.0967 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/1) ที่ระดับ 1.0882/86 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงิน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (15/1) ที่ระดับ 145.04/05 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/1) ที่ 146.13/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายเออิจิ มาเอดะ อดีตผู้อำนวยการบริหารของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คาดการณ์ว่าผลการเจรจาค่าจ้างประจำปีระหว่างฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานญี่ปุ่น จะนำไปสู่การปรับขึ้นค่าจ้างราว 4% ซึ่งจะปูทางให้ BOJ ยุติการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายพิเศษภายในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2567 (มี.ค.-พ.ค.) ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 144.85-148.80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/1) ที่ระดับ 147.91/94 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ