ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐกดดันดอลลาร์อ่อนค่าต่อ
ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐ กดดันดอลลาร์อ่อนค่าต่อ หลังมีการปรับลดตัวเลขการจ้างงานในเดือน ม.ค. จากเดิมรายงานว่าเพิ่มขึ้น 353,000 ตำแหน่ง แต่ปรับลดลงเป็น 229,000 ตำแหน่ง
วันที่ 11 มีนาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/3) ที่ระดับ 35.40/41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/3) ที่ระดับ 35.41/42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยในคืนวันศุกร์ (8/3) ที่ผ่านมา ดัชนีดอลลาร์แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 2 เดือนที่ระดับ 102.39 หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น 275,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 198,000 ตำแหน่ง แต่มีการปรับลดตัวเลขการจ้างงานในเดือน ม.ค. จากเดิมรายงานว่าเพิ่มขึ้น 353,000 ตำแหน่ง ปรับลดลงเป็น 229,000 ตำแหน่ง
ขณะที่อัตราการว่างงานปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.9% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์และสูงกว่าเดินก่อนหน้าที่ระดับ 3.7% รวมถึงตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานในเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.2%
อีกทั้งได้มีการปรับลดตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงของเดือนก่อนหน้า จากเดิมเพิ่มขึ้นที่ระดับ 0.6% ปรับลดลงเป็นระดับ 0.5% บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานไม่ได้อยู่ในภาวะที่ร้อนแรงเกินไป และจะเป็นปัจจัยหนุนให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยปี 2567 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 36 ล้านคน (เพิ่มจากประมาณการที่ 30.6 ล้านคน ณ เดือน ธ.ค. 66) โดยจากข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วง 2 เดือนแรกปี 67 นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยมีจำนวน 6.4 ล้านคน เติบโตกว่า 50% (YOY)
รวมทั้งการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปียังได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการวีซ่าฟรีชั่วคราวกับหลายประเทศ และวีซ่าถาวรสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ธุรกิจสายการบินเพิ่มความถี่เที่ยวบินและเปิดเส้นทางการบินใหม่ และการเป็นเจ้าภาพการจัดงานสัมมนาและประชุมระดับโลก ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 35.37-35.48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.40/41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยในภูมิภาค สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NBS) ของจีนเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือน ก.พ. ปรับตัวขึ้น 0.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน สู่ระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากลดลง 0.8% ในเดือน ม.ค. โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาอาหาร เช่น เนื้อหมูและผักสด
รวมทั้งปัจจัยบวกจากการเดินทางในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 2.7% เมื่อเทียบรายปี เทียบกับที่ลดลง 2.5% ในเดือน ก.พ. และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 2.5%
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/3) ที่ระดับ 1.0942/44 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/3) ที่ระดับ 1.0834/36 ตามการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ หลังการประกาศตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐ
ขณะที่นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในการประชุมเดือน มิ.ย.เช่นเดียวกับเฟด และปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 2 ในการประชุมวันที่ 18 ก.ค. ทั้งนี้ในระหว่างวันยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0934-1.0947 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปิดตลาดที่ระดับ 1.0942/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/3) ที่ระดับ 146.76/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/3) ที่ระดับ 147.13/15 จากการเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะมีแผนจะยุติการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษอย่างเร็วที่สุดในการประชุมวันที่ 18-19 มี.ค.
นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นปรับเพิ่มประมาณการตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 4/2566 โดยระบุว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาส 4/2566 ของญี่ปุ่นมีการขยายตัว 0.1% ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.3% แต่มากกว่าการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่า GDP หดตัวลง 0.1% ถือเป็นการยืนยันว่าญี่ปุ่นสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566
ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 146.53-147.07 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 146.70/72 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานเดือน ก.พ. ของสหราชอาณาจักร (12/3), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ก.พ. ของสหรัฐ (12/3), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เดือน ม.ค. ของสหราชอาณาจักร (13/3), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ก.พ.ของสหรัฐ (14/3), ดัชนียอดขายปลีกเดือน ก.พ. ของสหรัฐ (14/3), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (14/3), รายงานดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์ก (15/3) และรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (15/3)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.0/-9.9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10.1/-8.7 สตางค์ดอลลาร์สหรัฐ