การสำรวจความคิดเห็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐใน 10 ประเทศอาเซียน พบว่า หากต้องเลือกข้างระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ชาวอาเซียนเลือก “จีน” มากกว่า “สหรัฐ” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คะแนนนิยมของจีนแซงหน้าสหรัฐ
วันที่ 2 เมษายน 2024 นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า การสำรวจความคิดเห็นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อคำถามที่ว่า หากต้องเลือกข้างระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน จะเลือกร่วมมือกับข้างไหน พบว่า 50.5% ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือก “จีน” ขณะที่ 49.5% เลือก “สหรัฐ”
การสำรวจความคิดเห็นดังกล่าว จัดทำโดยสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak) ในสิงคโปร์ ทำการสำรวจความคิดเห็นผู้คน 1,994 คนในทั้ง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ระหว่างวันที่ 3 มกราคม 2024 ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2024
33.7% ของผู้ตอบแบบสำรวจมาจากภาคเอกชน 24.5% มาจากภาครัฐ 23.6% มาจากสถาบันการศึกษา องค์กรคลังสมอง สถาบันวิจัย 12.7% มาจากองค์กรพัฒนาเอกชนและสื่อ และอีก 5.6% จากองค์กรระดับภูมิภาคหรือระหว่างประเทศ
ผลการสำรวจปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จีนมีคะแนนนิยมนำหน้าสหรัฐ นับตั้งแต่มีการสำรวจมาตั้งแต่ปี 2020 และสัดส่วนคะแนนนิยมของจีนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการสำรวจในปี 2023 ที่พบว่า 38.9% เลือก “จีน” และ 61.1% เลือก “สหรัฐ”
การสำรวจนี้เป็นการสำรวจผู้คนที่ทำงานในภาครัฐและเอกชน ตลอดจนนักวิชาการและนักวิจัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น มันจึงเป็นการนำเสนอทัศนคติของคนที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของประเทศและภูมิภาค
“ดูเหมือนว่านี่คือจุดเริ่มต้นของแนวโน้ม เนื่องจาก…นี่เป็นครั้งแรกที่จีน [ก้าวแซงสหรัฐ] ไปแล้ว แต่ถ้าเราดูข้อมูลพื้นฐาน มันเป็นเหมือนรูปแบบกระดานหกมากกว่าแนวโน้ม” แดนนี่ เคอ (Danny Quah) คณบดีวิทยาลัยนโยบายสาธารณะลี กวนยู แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์กล่าวถึงผลการสำรวจ
ทั้งนี้ ในบรรดา 10 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกับจีนปรากฏชัดเจนที่สุดในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามจากมาเลเซียที่สัดส่วน 75.1% ตามมาด้วยอินโดนีเซียที่สัดส่วน 73.2% และลาวที่สัดส่วน 70.6% ซึ่งทั้งสามประเทศนี้ได้รับประโยชน์อย่างมากจากโครงการริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ของจีน และความสัมพันธ์ทางการค้าที่แข็งแกร่งกับจีน
จีนเป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ ของมาเลเซียมานานกว่าทศวรรษ และลงทุนในมาเลเซียเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านเมื่อปีที่แล้ว
สำหรับอินโดนีเซีย ได้เปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงสายแรกในอาเซียนเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงที่อินโดนีเซียร่วมทุนกับจีน และล่าสุด ว่าที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) เดินทางเยือนประเทศจีนเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประเทศแรกที่เขาเดินทางไปเยือนหลังชนะเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของอินโดนีเซียกับจีน
ขณะเดียวกัน บริษัทของรัฐบาลจีนกำลังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศลาว ซึ่งนับว่าจีนเป็นนักลงทุนที่ลงทุนในลาว มากเป็นอันดับต้น ๆ ณ เวลานี้
ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกาได้รับความนิยมลดลง แต่ยังคงได้รับความนิยมระดับสูงในฟิลิปปินส์และเวียดนามที่สัดส่วน 83.3% และ 79% ตามลำดับ ซึ่งผลความนิยมดังกล่าว ส่วนหนึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดที่ทั้งสองประเทศมีกับจีน เนื่องจากการอ้างสิทธิทับซ้อนกันในทะเลจีนใต้