Skip to content

ส.ยานยนต์ชี้ปลายปีตลาดฟื้น ค่ายจีนทุ่มผลิต EV ดันขายในประเทศฉลุย

18 พ.ค. 2567 | 08:33น.
ส.ยานยนต์ชี้ปลายปีตลาดฟื้น ค่ายจีนทุ่มผลิต EV ดันขายในประเทศฉลุย

“สถาบันยานยนต์” ย้ำไทยยังเป็นฐานผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ชี้แม้เทรนด์ EV มาแรง แต่ยังเชื่อสัดส่วนเครื่องยนต์สันดาปยังสูง พร้อมแนะพลังงานทางเลือกสามารถนำไปสู่ความยั่งยืนได้ เผยฟิวเซลล์ยังขาดค่ายรถให้ความสนใจ แนะร่วมมือเร่งพัฒนาผลักดัน 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน

ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแนวโน้มและโอกาสของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2567 นี้ว่า ยังมีความสดใสและเป็นแชปเตอร์ใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการผลิตรถ EV ในประเทศไทย ซึ่งปีนี้จะเริ่มเห็นหลาย ๆ ค่ายเริ่มเดินเครื่องผลิต แต่ที่ชัดเจนจริงจังก็มีเฉพาะค่ายรถอีวีจากจีนเท่านั้น แม้ว่าค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่ประกาศว่าจะใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถ EV ล่าสุดมีเพียงค่ายอีซูซุที่ได้ประกาศผลิตรถปิกอัพ EV จากโรงงานประเทศไทยเพื่อส่งออก

“ที่ผ่านมามีค่ายรถยนต์รายใหม่ ๆ เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมากกว่า 8 หมื่นล้านกว่า 10 ราย โดยเฉพาะ EV ปี 2566 ที่ผ่านมามียอดขายโตขึ้นมาก จากเป้าหมาย 50,000 คัน เป็น 73,568 คัน อัตราการขยายตัว 694% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยเปิดรับมากขึ้น มีแบรนด์ใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าจะมองถึงความยั่งยืนไม่ใช่แค่ BEV เท่านั้นที่สำคัญ เทคโนโลยีฟิวเซลล์ หรือ FCEV ก็สำคัญ แต่กลับยังไม่เห็นค่ายรถยนต์รายใดออกมาทำ”

ดร.เกรียงศักดิ์กล่าวว่า ตอนนี้เท่าที่เห็นค่ายรถยนต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะค่ายที่ผลิตรถสันดาปภายใน (ICE) ได้พยายามเพิ่มสัดส่วนของการผลิตรถยนต์ในกลุ่มไฮบริดมากขึ้น ทำให้มองว่าไฮบริดกำลังเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ EV อย่างชัดเจนและผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อม

สำหรับปีนี้คาดว่ายอดผลิตรถยนต์โดยรวมน่าจะอยู่ที่ 1,900,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 คิดเป็น 3.17% แบ่งเป็น ผลิตเพื่อส่งออก 1,156,035 คัน ลดลง 0.52% ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 750,000 คัน เพิ่มขึ้น 9.39% แม้ว่าไตรมาสแรกที่ผ่านมายอดขายภายในประเทศไทยจะลดลง เป็นผลจากปัจจัยหลักคือความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ แต่ก็ยังหวังว่าตลาดรถยนต์จะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง

“ปี 2566 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมีมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 18% ของ GDP ประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของภาครัฐที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับ 10 ของโลก อันดับ 5 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของอาเซียน

ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์กล่าวอีกว่า ภายในปี 2030 ประเทศไทยได้วางเป้าหมายจะมีสัดส่วนการผลิต EV ถึง 30% ของการผลิต ซึ่งแน่นอนว่าไทยก็จะยังเป็นฐานการผลิตยานยนต์สันดาปภายในแห่งสุดท้ายของโลก ซึ่ง ณ วันนี้ประเทศไทยมีค่ายรถยนต์ทั้งจากประเทศจีน และญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนและมีแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2567 กว่า 9 ราย นำโดย MG, BYD, GWM, Changan, NETA, GAC, Honda, Nissan โดยมีกำลังการผลิตรวมกว่า 596,000 คันต่อปี

และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 ไทยเริ่มมีผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศแล้ว โดยมีปริมาณการผลิตรวม 2,466 คัน นำโดยค่าย GWM, MG และ Honda (ผลิตรถยนต์ BEV HRV-en1 จำนวน 30 คัน) ในเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา

ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกของ ปี 2567 มีปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า BEV กว่า 19,131 คัน ซึ่งหากพิจารณาตามข้อมูลสถิติ ปริมาณการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าสะสมในประเทศไทยพบว่า จนถึงปัจจุบันมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่จดทะเบียนแล้วกว่า 113,435 คัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สถาบันยานยนต์ตระหนักเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำอย่างไรที่จะร่วมผลักดันให้ อุตสาหกรรมยานยนต์เดินหน้าตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals : SDGs ชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกที่ทุกประเทศต้องดำเนินการร่วมกันตั้งแต่ปี 2016-2030 โดยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมาย

ล่าสุดในงานสัมมนา Automotive Summit 2024 ในปีนี้ สถาบันยานยนต์ และ อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ ได้สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของ Sustainable Development Goals สร้างสมดุล 3 เสาหลักสู่มิติแห่งความยั่งยืน ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสิ่งแวดล้อม มาเป็นแนวคิดหลักของการจัดงานในครั้งนี้ “Future Mobility Towards Sustainability” มุ่งสู่นวัตกรรมการขับเคลื่อนแห่งอนาคตเพื่อความยั่งยืน

โดยแบ่งออกเป็น 3 Session หลัก ได้แก่ ECONOMY ENVIRONMENT และ SOCIAL ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานชั้นนำของภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 16 หน่วยงาน ทั้งไทยและต่างประเทศ เข้าร่วมงานสัมมนา “Automotive Summit 2024” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 มิถุนายน 2567 นี้ ที่ศูนย์ประชุมไบเทค