ชาวสวนลำไย ”จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ กาญจนบุรี” ร้องล้ง-สายรับซื้อลำไยไม่จ่ายค่าลำไย แถมจ่ายเช็คเด้ง ยื่นหนังสือร้อง ผวจ.จันทบุรี ช่วยเหลือ 3 แนวทางป้องกันปัญหาเกิดซ้ำ
วันที่ 28 พฤษภาคม 2567 นายศิริไพบูลย์ วัฒณวงศ์ชัย สมาชิกสภา อบจ.สระแก้ว อ.คลองหาด (เขต 2) และแอดมินเพจกลุ่มและผู้ซื้อลำไยเพื่อการส่งออก เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วันนี้ (28 พ.ค. 67) ได้นำเกษตรกรเจ้าของสวนลำไยใน อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว, อ.สอยดาว จ.จันทบุรี, จ.บุรีรัมย์ และ จ.กาญจนบุรี รวม 20 คน จากเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด 35 คน เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี
เนื่องจากขายลำไยให้โรงคัดบรรจุ (ล้ง) 3-4 แห่ง และสายของล้ง 2-3 ราย ที่ตั้งใน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี รวมเป็นเงินทั้งหมด 25 ล้านบาท แต่เวลาผ่านมา 5-6 เดือน ยังไม่ได้รับเงิน เมื่อมีการทวงถามจะผัดผ่อนมาตลอด และจ่ายเป็นเช็ค แต่ไม่มีเงิน
โดยวงเงินมูลหนี้ 25 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ของล้ง 3-4 แห่ง ใน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ประมาณ 10 ล้านบาทที่ติดเกษตรกร 20 คน และส่วนหนี้อีก 15 ล้านบาท เป็นสายของล้ง 2-3 ราย ติดหนี้เกษตรกร 15 คน
“การจ่ายเช็คเด้ง น่าจะเข้าข่ายฉ้อโกงเพราะมีเกษตรมากเกินกว่า 10 ราย แต่ล้งบางแห่งยังไปเปิดรับซื้อทุเรียนต่อ ทั้ง ๆ ที่ล้งที่กระทำอย่างนี้น่าจะถูกปิดด้วยซ้ำ
มีชาวสวน 1 รายได้โพสต์ทวงเงินล้งทางโซเชียล กลับถูกล้งแจ้งความจับฐานกระทำ ความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้องใช้หลักทรัพย์ในการประกันตัวและบางรายถูกข่มขู่จะไม่ชำระหนี้” นายศิริไพบูลย์กล่าว
วันนี้ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี หารือใน 3 แนวทาง คือ 1) ให้ผู้ประกอบการล้ง และสายซื้อมาเจรจานัดชำระค่าลำไยให้ชาวสวนหรือให้คำปรึกษากับชาวสวนในการดำเนินการกับล้งที่ไม่ชำระค่าลำไยให้ชาวสวน 2) ช่วยเหลือทางคดี กรณีชาวสวนถูกฟ้องกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในข้อหาหมิ่นประมาท และ 3) หามาตรการรองรับกรณีล้งไม่จ่ายค่าลำไยหรือจ่ายล่าช้าในฤดูกาลปี 2567
ตัวอย่างความเสียหาย มีกลุ่มเกษตรกรจาก จ.บุรีรัมย์ 7-8 ราย มูลค่าความเสียหาย 533,854 บาท, จ.กาญจนบุรี 120,000 บาท, อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว 850,000 บาท อ.วังน้ำเย็น 210,000 บาท และ อ. สอยดาว จ.จันทบุรี 6,000,000 บาท เกษตรกรที่เสียหายมีตั้งแต่ 70,000-6,000,000 ล้านบาท
นายตาร้อย พุทธพิมพ์ อายุ 77 ปี เกษตรกรหมู่ 7 บ้านปลื้มวัฒนา อ.ประคำ จ.บุรีรัมย์ เปิดเผย ”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในหมู่บ้านเดียวกันได้ทำสัญญากับสายซื้อลำไยส่งให้ล้งอยู่ จังหวัดจันทบุรีแห่งเดียวกัน 8-10 ราย ในรูปแบบของการซื้อยา ซื้อปุ๋ย และหักเป็นค่าใช้จ่ายและมีค่าแรงงานตอบแทน โดยตกลงราคารับซื้อกิโลกรัมละ 30 บาท โดยกำหนดจะจ่ายค่าแรงเป็นงวด ๆ ตั้งแต่การซื้อใบ ราดสาร ออกดอก เก็บผล แต่ไม่ได้เป็นไปตามสัญญา
ระยะแรกให้ราคาตามสัญญากิโลกรัมละ 30 บาท ต่อมาตีเป็นลูกร่วงกิโลกรัมละ 5 บาท และเก็บไม่หมดสวน เจ้าของสวนไม่กล้าขาย เพราะกลัวถูกฟ้องร้องเนื่องจากสัญญาไม่ได้ระบุวันที่สิ้นสุดไว้ เมื่อเก็บลำไยไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ยังคงค้างค่าลำไยตั้งแต่รายละ 70,000-243,000 บาท เมื่อติดตามทวงถามผัดผ่อนตลอดมา และล่าสุดปิดโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้
ส่วนนางเนาวรัตน์ ซึ้งสมบูรณ์เกษตรกร อ.สอยดาว เปิดเผยว่า ได้ทำสัญญาซื้อขายลำไย กับล้งแห่งหนึ่งที่อ.สอยดาว ผลผลิต 400 ตัน เป็นเงิน 10,100,200 บาท ขายไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 ได้จ่ายเงินเป็นเช็คมาให้ 2 ฉบับ เดือนมีนาคมและเมษายน 2567 รวมจำนวน 4,000,000 บาท ยังค้างอยู่ 6,100,200 บาท และมีเอกสารที่ระบุว่าติดหนี้ไว้และล้งขอผัดผ่อนไปก่อน
ทั้งนี้ นายธวัชชัย นามสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายศิระ บุญผกา อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน และนางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรีเขต 3 และเลขานุการคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมรับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนโดยสรุป
โดยนายธวัชชัย รอง ผวจ.จันทบุรี แจ้งว่า จะรีบดำเนินการด่วน โดยเจรจาให้ล้งที่แจ้งความยกฟ้องเกษตรกรตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และล้งรับปากที่จะดำเนินการแล้ว และให้มีการนัดเกษตรกรผู้เดือดร้อนหรือมอบอำนาจให้ผู้แทนมาประชุมร่วมกับล้งและสายซื้อ เพื่อไกล่เกลี่ยให้มีการชำระหนี้ เพราะในสัญญาเกษตรกรมีข้อเสียเปรียบที่ไม่กำหนดระยะเวลาชำระหนี้ไว้
ในส่วนล้งที่เจรจาได้ให้รอกำหนดชำระเงินเดือนมิถุนายน 2567 ก่อน ส่วนชาวสวนที่ได้รับเช็คไปแต่เบิกเงินไม่ได้ ให้แจ้งความไว้ก่อนที่คดีความจะหมดอายุภายใน 3 เดือน
