“ที่ปรึกษาประธาน กสทช.” เผยการประชุมสหรัฐและอาเซียน ระบุแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นอาชญากรข้ามชาติ มีฐานในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ขานรับกลยุทธ์แก้ของ รบ.ไทย ช่วยเพื่อนบ้านระบุตัวอาชญากร จับมือสกัดภัยเอไอในอนาคต ร่วมสร้างแนวปฏิบัติและแชร์ฐานข้อมูล
วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 นายพชร นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษาประธาน กสทช. กล่าวว่า ในการประชุมพหุภาคีหน่วยงานกำกับดูแลกิจการด้านสื่อสารโทรคมนาคม (Regulator) กลุ่มอาเซียนและสหรัฐอเมริกา ณ ประเทศสิงคโปร์
“การประชุมครั้งนี้สำคัญมากต่ออนาคตการสื่อสารในภูมิภาคนี้ที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย 2 หัวข้อหลัก ก็คือ การบริหารจัดการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI บนธุรกิจกระจายเสียงและเครือข่ายโทรคมนาคม และการแก้ไขอาชญากรรมบนเครือข่ายโทรคมนาคมหรือคอลเซ็นเตอร์”
นายพชรกล่าวอีกว่า ในรายงานของสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (USPI : United States Peace Institute) ภายใต้ “สภาคองเกรส” มีรายงานว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ใช้การค้ามนุษย์และยาเสพติดควบคู่กับการหาเงินผ่าน Call Center โดยมีฐานปฏิบัติการในประเทศเพื่อนบ้านของไทย
ขณะที่รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน ได้สั่งให้จัดการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง มีการเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง และออกนโยบายป้องกันมิจฉาชีพอย่างรัดกุม โดย กสทช.ได้นำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี มาปฏิบัติร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างเต็มที่
“ซึ่งในที่ประชุม Regulator ได้ยอมรับกลยุทธ์การบังคับใช้กฎหมายของไทย การกำกับดูแลผู้ให้บริการ และนำผู้บริหารเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบ ช่วยจำกัดการใช้โครงข่ายเพื่อบีบอาชญากรให้เปลี่ยนการเข้าถึงโครงข่ายโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ทำให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์เก็บหลักฐาน ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ สามารถระบุตัวกลุ่มอาชญากรและสืบสวนสอบสวนได้ง่ายขึ้น นำคนร้ายมาดำเนินคดีและสร้างความเชื่อมั่นในระบบโครงข่ายกลับมา”
ที่ปรึกษาประจำประธาน กสทช. ระบุด้วยว่า การประชุมครั้งนี้มีข้อสรุป เรื่องเพิ่มการทำงานร่วมกันผ่านบันทึกข้อตกลงที่มีอยู่และเพิ่มเติม เช่น การใช้ฐานข้อมูลผู้ให้บริการ SMS (Whitelist) ร่วมกัน การสร้างแนวข้อมูลทางเทคนิค (Blacklist) และการสร้างมาตรฐานแนวปฏิบัติ (Information Report Guideline) ผ่านชุมชน ASEAN และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทางเทคนิคที่สามารถใช้ร่วมกันในชุมชน ASEAN (A2P protocol) รวมถึงการแชร์ข้อมูลแผนประทุษกรรมของอาชญากร

ที่ประชุม แลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ประกอบด้วย นางเจนสิกา โรเซนวาเซล ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารและโทรคมนาคมแห่งสหรัฐอเมริกา (USFCC), นาย Chenda Thong ประธาน กสทช.กัมพูชา, ดร. Nguen Thanh Tuyen รองปลัดกระทรวงไอซีทีเวียดนาม, นาย Phonpasit Phissamay Harmi Ibrahim รองประธาน กสทช.บรูไน, นาง Aileen Chia รองประธาน IMDA สิงคโปร์ พร้อมผู้แทนจากกระทรวงไอซีทีอินโดนีเซียและ สปป.ลาว ฯลฯ
นายพชรกล่าวว่า ที่ประชุมมองถึงความท้าทายจากเทคโนโลยี Generative AI ในรูปแบบการปลอมแปลงภาพและเสียงแบบสมจริง หรือ DeepFake Video ต้องกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมและได้รับการรับรอง เพื่อให้เกิดความเชื่อถือในสังคม ป้องกันการสร้างความวุ่นวายผ่านเทคโนโลยี Generative AI โดยทาง FCC สหรัฐ จะเริ่มออกแนวทางกำกับดูแลและรับรองเนื้อหาผ่านความโปร่งใสแบบสมัครใจของผู้ผลิตเนื้อหาที่จะบอกสังคมว่าเนื้อหาไหนผลิตจาก AI เป็นต้น
“ในส่วนของไทยมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังในระดับกระทรวง และสร้างแนวทางจริยธรรมในการใช้ Generative AI ในการผลิตข้อมูลข่าวสาร ส่วนในประเทศอาเซียนก็จะมีแนวทางกำกับดูแลที่คล้าย ๆ กัน”
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมหารือปัญหา Call Center โดยนายพชร นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษาประธาน กสทช. ซึ่งมีหน้าที่ประสานงานกับรัฐบาลและทำงานด้านวิชาการและบริหารจัดการกำกับดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้นำเสนอกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ดำเนินงานตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งเข้มงวดเรื่องการจดทะเบียนซิมโทรศัพท์ ปิดบัญชีซิมม้า และจำกัดโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้บริการในประเทศเพื่อนบ้าน
ในขณะเดียวกัน นายพชรยังเข้าร่วมงาน ATX Summit 2024 ที่รวมภาครัฐและเอกชนกว่า 4,000 คน ได้พูดถึงการบริหารจัดการเทคโนโลยี Generative และ Predictive AI ที่จะมีบทบาทในสังคม การตั้ง Data Center และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในที่ประชุมนายเฮง สวี เคียด รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ประกาศจะเป็นผู้นำด้าน Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และสร้าง Ecosystem ธุรกิจเพื่อให้เป็นผู้นำด้าน AI พร้อมที่จะลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น Quantum Computing ที่จะเปลี่ยนความสามารถของ AI ไปอีกขั้น
