เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
News กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
Politics สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
Uncategorized DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
Finance เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
ป.ป.ส.กาง 3 พิรุธ ‘แอร์สาว’ – นักกฎหมายแง้มช่องสู้คดีแต่ยาก
News ป.ป.ส.กาง 3 พิรุธ ‘แอร์สาว’ – นักกฎหมายแง้มช่องสู้คดีแต่ยาก
หุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ค.) ที่ 1,588.23 จุด ลดลง 3.01 จุด (-0.19%) เช้าแตะระดับ 1,600 จุด บ่ายถูกขายทำกำไร
Finance หุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ค.) ที่ 1,588.23 จุด ลดลง 3.01 จุด (-0.19%) เช้าแตะระดับ 1,600 จุด บ่ายถูกขายทำกำไร
‘สีหศักดิ์’ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้เพื่อพัฒนาประเทศ
Politics ‘สีหศักดิ์’ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้เพื่อพัฒนาประเทศ
พิพัฒน์ ลั่น ‘คมนาคม’ ลุยป้องกันน้ำท่วม ประกาศ “ยุคผมไม่รับส่วย”
Politics พิพัฒน์ ลั่น ‘คมนาคม’ ลุยป้องกันน้ำท่วม ประกาศ “ยุคผมไม่รับส่วย”
‘เทอร์โมมิเตอร์’ คือ ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจตัวใหม่ ภายในปี 2029 ของชาวยุโรป
Economic ‘เทอร์โมมิเตอร์’ คือ ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจตัวใหม่ ภายในปี 2029 ของชาวยุโรป
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ เปิด 6 Mindset การลงทุนใหม่ เตือนอย่าเล่นหุ้นตามเซียน

29 มิ.ย. 2567 | 20:16น.
หุ้น ตลาดหุ้น ดรนิเวศน์

หุ้น ตลาดหุ้น ดรนิเวศน์

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ เปิด 6 Mindset การลงทุนใหม่ ถ้าหวังจะลงทุนแล้วประสบความสำเร็จในระยะยาว เตือน “อย่าเล่นหุ้นตามเซียน” โอกาสสูงว่าจะถูกเซียน “กิน” มากกว่า เพราะเซียนอาจจะต้อง “เอาตัวรอด” ก่อน ในยามตลาดหุ้นตก

วันที่ 29 มิถุนายน 2567 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) เปิดเผยว่า การตกลงมาของหุ้นที่เคยปรับตัวขึ้นไปสูงมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในช่วงเร็ว ๆ นี้ ผมคิดว่านักลงทุนในตลาดหุ้นไทยควรจะต้องปรับ “Mindset” ในการลงทุนใหม่ ถ้าหวังที่จะลงทุนแล้วประสบความสำเร็จในระยะยาวต่อจากนี้

คำว่า Mindset นั้น แปลง่าย ๆ ก็คือ กรอบความคิดหรือทัศนคติทางจิตใจที่เกิดขึ้นจากสมองของเรา ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการลงทุนของเรา การลงทุนของเราจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับการที่เราจะมี Mindset ที่ถูกต้องในระยะยาวค่อนข้างมาก บางทีอาจจะสำคัญยิ่งกว่าความสามารถในการวิเคราะห์หุ้นด้วยซ้ำ คำพูดที่ว่า “เก่งแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับว่ามี Mindset หรือกรอบคิดในการลงทุนอย่างไร” นั้น ผมว่าเป็นเรื่องจริง

และต่อไปนี้ก็คือ Mindset ที่นักลงทุนควรจะสร้างขึ้นในใจและยึดถือเป็นหลักในการลงทุนเพื่อหวังผลระยะยาวถึงยาวมากตลอดชีวิต

ข้อแรกก็คือ ปรับความคิดใหม่เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น จากการเก็งกำไรระยะสั้นเป็น การลงทุนระยะยาวใน “บริษัท” ซึ่งจะต้องมั่นใจว่าเป็นบริษัทที่ดี สามารถขายสินค้าหรือบริการที่แข่งขันได้ หรือที่ยิ่งดีก็คือ เหนือกว่าคู่แข่งเพราะมีความได้เปรียบทางธุรกิจที่ยั่งยืนไปอีกหลาย ๆ หรืออย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป และหุ้นของบริษัทมีราคาถูกหรือยุติธรรม มีผู้บริหารที่มีความซื่อสัตย์ต่อผู้ถือหุ้นทุกคน

ถ้าเราไม่เข้าใจธุรกิจของบริษัท เราจะไม่ลงทุน ไม่ว่าเราจะคิดว่าเดี๋ยวหุ้นจะขึ้นหรือไม่ ซึ่งนั่นก็อาจจะทำให้เราไม่ลงทุนในหุ้นจำนวนมากที่อาจจะกำลังร้อนแรง และเรามั่นใจว่าหุ้นจะวิ่งขึ้นไปแน่ในเวลาอันสั้น ว่าที่จริง ถ้าเรามี Mindset แบบนี้เต็มเปี่ยมจริง ๆ เราก็อาจจะไม่จองซื้อ แม้แต่หุ้น IPO ที่เราไม่รู้จักอะไรเลยเกี่ยวกับบริษัท แต่มั่นใจว่าหุ้นจะวิ่งขึ้นแน่ในยามที่ตลาดหุ้นกำลังบูมสุดขีด

ข้อสอง Mindset ที่ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีมากในระดับปีละอย่างน้อย 20% ขึ้นไป ถ้าเก่งก็จะทำได้ปีละ 40-50% แบบทบต้น นี่ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในสมองของคนที่เล่นหรือลงทุนในตลาดหุ้นจำนวนมาก

เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่ามีกูรูหรือ “เซียนหุ้น” ที่สามารถทำผลตอบแทนที่ดีเลิศผิดปกติมากในระดับดังกล่าว หรือมากกว่าได้ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยกำลังเติบโตในระดับ “ปีทองหรือทศวรรษทอง” และมีหุ้นจำนวนไม่น้อยที่กำลังเติบโตมากที่ถูกซื้อโดยกลุ่มคนดังกล่าว จนทำให้พวกเขา “รวยไปเลย” และข้อมูลนั้นถูกถ่ายทอดสู่สาธารณชนจนเกิดความคิดว่าผลตอบแทนระดับ 20% นั้นใคร ๆ ก็ทำได้ ซึ่งเราก็มักจะเจอคอมเม้นต์ในเว็ปเกี่ยวกับหุ้นว่า “ผมมักน้อยมาก ขอผลตอบแทนปีละ 25% ก็พอแล้ว”

คงไม่ต้องพูดว่าคนที่คิดแบบนั้น ตอนนี้แทบจะหมดตัวเพราะหุ้นที่เล่นนั้น เป็นหุ้นเก็งกำไรสูงมากที่ตกลงมาแรงจนแทบเป็นหายนะ Mindset ใหม่ที่ควรจะเป็นก็คือ ตั้งผลตอบแทนการลงทุนประมาณไม่เกิน 10% ต่อปีแบบทบต้น หรือถ้าคิดว่าตนเองไม่ได้มีความสามารถพอในการเลือกหุ้นลงทุนก็ตั้งเป้าผลตอบแทนประมาณ 7-8% ต่อปีแบบทบต้นก็น่าจะเหมาะสมแล้ว

เพราะนี่คืออัตราผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น ส่วนใหญ่รวมถึงตลาดหุ้นไทยในอดีต การทำผลตอบแทนระยะยาวถึง 20% แบบทบต้นที่ไม่ใช่เพราะฟลุ๊กหรือโชคดีนั้น คนที่ทำได้แบบมีข้อมูลที่ชัดเจนในโลกนี้จริง ๆ ก็ดูเหมือนว่าจะมีอยู่คนเดียว คือวอเร็น บัฟเฟตต์

ข้อสาม ความคิดที่ยึดถือกันในหมู่ “นักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นอาชีพ” เรื่องหนึ่งก็คือ การกู้เงินมาเล่นหุ้น ซึ่งรวมถึงการใช้มาร์จิ้นที่กู้เงินได้หนึ่งเท่าตัวของเงินที่มีอยู่ เหตุผลก็คือ ดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำ อาจจะ “แค่ 5-6%” ต่อปี เซียนหุ้นทั้งแนวเก็งกำไรและ “VI” จำนวนมากต่างก็คิดว่าตนเองสามารถทำได้ปีละ 20% ขึ้นไปอยู่แล้ว ดังนั้น การกู้เงินมาเล่นหุ้นก็จะช่วยเพิ่มกำไรหรือเพิ่มผลตอบแทนได้มาก อาจจะเป็น “เกือบเท่าตัว” คือแทนที่จะได้ผลตอบแทน 20% ก็จะได้เป็น 40% ต่อปีแบบทบต้น

Mindset ใหม่ที่ควรจะเป็นก็คือ เราจะไม่กู้เงินมาลงทุนเพราะเราเป็นนักลงทุนระยะยาวหรือยาวมาก การกู้เงินมาเล่นหุ้นนั้น เวลาที่หุ้นตกลงมาใน “ระยะสั้น” มากพอ เราอาจจะถูก “Forced Sale” หรือถูกโบรกเกอร์บังคับขาย ซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาต่อเนื่อง และอาจจะทำให้เราต้องขายหุ้นที่ขาดทุนหนักในระดับ “หายนะ” ได้

และนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเร็ว ๆ นี้ เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าหุ้นเราดีและไม่น่าจะตกลงมามาก ๆ ที่จะทำให้ถูกฟอร์ซเซลได้ หุ้นและตลาดหุ้นในบางครั้งก็เกิดอาการ “ตกใจ” ที่ทำให้นักลงทุนขายหุ้นโดยไม่ได้คำนึงถึงมูลค่า

กรอบความคิดเรื่องที่ 4 โดยเฉพาะของนักลงทุนรายย่อยก็คือ “เล่นหุ้นตามเซียน” หรือตามรายใหญ่ที่มีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก พวกเขาเชื่อว่าหุ้นที่ “เซียนเข้า” โดยเฉพาะที่ปรากฎชื่อเป็น “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” นั้น “อย่างน้อยเขาคงเห็นอะไรดี ๆ ที่เราไม่เห็น” หรือ “เซียนเข้ามาเล่นแล้ว” ดังนั้น เดี๋ยวหุ้นก็ต้องวิ่ง “เราต้องรีบเข้าไปซื้อก่อน” และ ดังนั้น ราคาหุ้นในวันรุ่งขึ้นก็มักจะวิ่งขึ้นไปอย่างแรง ตาม “พลังของเซียน” ที่วัดจาก “เม็ดเงิน” และ “ผลงานในอดีต”

คนที่เน้นเล่นหุ้นตามเซียนนั้น ผมเองก็ไม่มีข้อมูลว่าที่ทำมามีกำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหนในระยะยาว แต่ถึงวันนี้ที่พบว่าเซียนบางคนก็แทบ “เอาตัวไม่รอด” ในยามที่ตลาดหุ้นไม่เป็นใจ ดังนั้น คนที่เล่นหุ้นตามเซียนก็ไม่น่าจะได้อานิสงส์อะไร ส่วนใหญ่น่าจะขาดทุนมากกว่า ผมจึงคิดว่าในยามที่ตลาดหุ้นไทยคง “ไม่เป็นใจ” ไปอีกนาน วิธีที่ดีกว่าก็คือ ปรับ Mindset ว่า “อย่าเล่นหุ้นตามเซียน” เพราะโอกาสสูงว่าคุณจะถูกเซียน “กิน” มากกว่า เพราะเซียนอาจจะต้อง “เอาตัวรอด” ก่อน

กรอบความคิดที่ 5 ที่ผมคิดว่าควรจะต้องปรับใหม่สำหรับนักลงทุนไทยหลังจากผ่านสถาณการณ์ “คอร์เนอร์แตก” ในช่วงเร็ว ๆ นี้ ก็คือ อย่าเล่นหุ้นที่ “แพงจัด” ที่วัดค่าจาก PE จากกำไรปกติที่สูงมากระดับ 30 เท่าขึ้นไป ยิ่งสูงเท่าไรก็ต้องหลีกเลี่ยงมากขึ้นเท่านั้น อย่าไปเชื่อว่าเป็นบริษัทที่เติบโตเร็วระดับ 30% ต่อปี ขึ้นไปซึ่งจะทำให้เหมาะสมที่จะมีค่า PE 30 เท่าได้

ควรจะปรับ Mindset ว่า ถ้าบริษัทไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมที่โตเร็วแต่เป็นอุตสาหกรรมที่ใกล้อิ่มตัวและมีคู่แข่งและผู้เล่นมาก ค่า PE ปกติไม่ควรจะเกิน 10-15 เท่า บริษัทที่โตได้บ้างแต่ไม่มากนัก มีความแข็งแกร่งพอประมาณ ค่า PE ไม่ควรเกิน 15-20 เท่า บริษัทที่ “ดีที่สุด” ในประเทศไทยควรมีค่า PE ไม่เกิน 20-30 เท่า ยกเว้นว่าจะเป็นกรณีพิเศษที่มีเหตุผลว่าทำไมมันจึงควรแพงกว่านั้น หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ มี Mindset ที่จะไม่ซื้อหุ้นแพงไม่ว่าจะมี “สตอรี่” ดีแค่ไหน เพราะสตอรี่ต่าง ๆ นั้นมักจะ “โม้ทั้งนั้น”

Mindset สุดท้ายที่ควรจะเป็นกรอบความคิดใหม่ของการลงทุนก็คือ ถ้าเราจะลงทุนระยะยาวไปเรื่อย ๆ จนเกษียณหรือตาย เราก็ควรจะเรียนรู้และฝึกฝน “ศาสตร์แห่งการลงทุน” ที่เราจะใช้และยึดถือเป็นหลัก อย่าลงทุน “มั่ว ๆ” ตามสถานการณ์และไม่รู้ว่าตนเองเป็นนักลงทุนแนวไหนและมักลงทุนแบบใด ประเภท พอ “ติดหุ้น” ก็บอกว่าปรับเป็นการลงทุนแบบ “VI” คือถือยาว บางคนบอกว่า “ตอนนี้ยังไม่รวยก็เก็งกำไรไปก่อน จะได้รวยเร็ว พอมีเงินมากพอแล้วจะลงแบบ VI เพื่อกินปันผล” เป็นต้น

ในฐานะที่ผมเป็น VI แบบ “เข้มข้น” ผมก็คิดว่าศาสตร์ของ VI เป็นแนวทางการลงทุนที่ดีที่นักลงทุนระยะยาวควรจะใช้เป็นหลัก และถ้าเราเลือกที่จะมีสไตล์การลงทุนแบบ VI แล้ว เราก็ควรจะยึดติดกับแนวทางนี้อย่างเคร่งครัด นี่ไม่ใช่เรื่องว่าความคิดเราจะไม่ยืดหยุ่นและจะทำให้ “ปรับตัวไม่ได้” เมื่อสถานการณ์ในอนาคตเปลี่ยนแปลงไป

อย่าไปเชื่อเรื่อง “VI ล้าสมัยแล้ว”หรือ “ตามไม่ทันโลก” เพราะหลักการ VI นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลเวลา และนี่ก็คงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไม วอเร็น บัฟเฟตต์ จึงลงทุนในหุ้นแอปเปิลเป็นตัวหลักทั้ง ๆ ที่เขาอายุเกิน 90 ปี ไปแล้ว และทำไมเบิร์กไชร์แฮทเธอร์เวย์ จึงยังเติบโตมาตลอดหลายสิบปีโดยที่คนรุ่นใหม่ไม่สามารถเอาชนะได้

ผมไม่ได้พูดว่าแนวความคิดการลงทุนแบบอื่น ๆ นั้น ใช้ไม่ได้และไม่ควรยึดถือและปฏิบัติ ประเด็นก็คือ นักลงทุนแต่ละคนควรที่จะรู้ว่าตนเองมีสไตล์การลงทุนแบบไหนชัดเจน เพราะนั่นจะทำให้เขาสามารถเรียนรู้และฝึกฝนให้เชี่ยวชาญเพื่อที่จะทำให้มี “แต้มต่อ” เมื่อเทียบกับนักลงทุนอื่น

พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง Jim Simons นักลงทุนที่ใช้โมเดล “คณิตศาสตร์” ในการเลือกหุ้นลงทุน หรือที่เรียกว่าพวก “Quant” ซึ่งเขาใช้มาต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งถึงวันตายเมื่อเดือนก่อนตอนอายุ 86 ปี พร้อมกับความมั่งคั่งประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท รวยเป็นอันดับ 51 ของโลกที่เขาได้มาจากการลงทุนในฐานะผู้ก่อตั้งและบริหารเฮดจ์ฟันด์ Renaissance Technologies

ส่วนตัวเขาเองก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บริหารเฮดจ์ฟันด์ที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลก สถานะคล้าย ๆ บัฟเฟตต์ ในกลุ่มของนักลงทุนแบบ VI อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ จิม ไซมอนทำนั้น ดูเหมือนว่าจะสอนและเรียนรู้กันไม่ได้ง่าย