เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
Economic รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
Politics ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
Real Estate กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
SD ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
Automotive ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
“ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
Real Estate “ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
Finance แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
Finance ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
Automotive HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
Economic เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
ดูทั้งหมด

ส่องเทรนด์ “ลงทุนครึ่งปีหลัง” สินทรัพย์ไหนน่าสนใจบ้าง?

30 มิ.ย. 2567 | 09:45น.

ส่องเทรนด์การลงทุนครึ่งปีหลัง สินทรัพย์ไหนน่าสนใจบ้าง หุ้นไทยยังน่าลงทุนอยู่ไหม ท่ามกลางความเสี่ยงหลายด้านที่ต้องจับตา

วันที่ 30 มิถุนายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดการลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงมีหลายปัจจัยและหลายความเสี่ยงที่นักลงทุนยังต้องติดตาม ทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ปัจจัยกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการเลือกตั้งสหรัฐที่นักลงทุนหลายคนจับตามอง ทั้งนี้ท่ามกลางปัจจัยที่จะสร้างความผันผวนให้ตลาดเหล่านี้ มีสินทรัพย์ไหนน่าลงทุนได้บ้าง

หุ้นโลก บอนด์มี Upside สหรัฐ-เวียดนาม น่าสนใจ

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา เปิดเผยว่า เทรนด์ในการลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะมีการชะลอตัวลง เงินเฟ้อจะไม่เร่งตัว ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ย คาดว่าจะลดก่อนเลือกตั้งสหรัฐ 1 ครั้ง และหลังการเลือกตั้งอีก 1 ครั้ง ซึ่งการปรับอัตราดอกเบี้ยจะทำให้กองทุนหรือพันธบัตรตราสารหนี้จะทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น

“ดังนั้นคนที่อยากได้ผลตอบแทนประมาณ 4-5 % ขึ้นไปไม่จำเป็นต้องเสี่ยงในหุ้น เพียงถือกองทุนตราสารหนี้ อย่าง บอนด์ที่ออกโดยสกุลเงินดอลลาร์ หรือมี Investment Grade ที่ดี มีโอกาสได้รับผลตอบแทนดี”

ขณะที่ตลาดในฝั่งเอเชีย มองว่าตลาดเวียดนามน่าลงทุน จากที่ GDP ยังเติบโตในระดับสูง และถูกปรับประมาณการขึ้นในปี 2568 และยังได้ประโยชน์จาก FDI ไหลเข้า ภาครัฐยังคงเป้าหมายการผลักดันตลาดหุ้นเวียดนามเข้าสู่ดัชนี Emerging market ของ FTSE ภายในปี 2568 การบริโภคภายในประเทศกำลังคึกคัก ประชากรเป็นวัยกลางคนมากขึ้น นอกจากนี้กำไรในบริษัทจดทะเบียนโตเกือบ 20 % ต่อปี ขณะที่ PE ต่ำกว่าตลาดหุ้นไทย

“หุ้นไทยลง 4 ปีติดต่อกัน แต่ PE แพงกว่าเวียดนาม ทุกอย่างจึงบอกว่าตัวแทนของหุ้นไทยในวันที่ยังไม่ค่อยมีความหวัง มองว่าตาดหุ้นเวียดนามน่าสนใจ”

ด้านตลาดหุ้นจีน รัฐบาลทยอยประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าเศรษฐกิจปี 67 ขยายตัว 5% แต่ตลาดคาดว่า GDP จะขยายตัวต่ำกว่าเป้าจากตัวเลข 5% และความมั่นใจผู้บริโภคยังไม่ฟื้น และยังออมเงินมากขึ้น และมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปโดยอยากใช้เงินทำกิจกรรมมากขึ้น สวนทางซื้อบ้าน อย่างไรก็ตามเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากราคาตราสารหนี้กลุ่มอสังหาที่เริ่มฟื้นตัว แนะนำสะสมหุ้นจีน

ขณะที่ตลาดหุ้นไทย มองหุ้นกลุ่มปันผลสูงในดัชนี SETHD (SET High Dividend) เนื่องจากได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 4% ต่อปี เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องกำไรโต ยิ่งหุ้นไทยราคาลดลง แต่ยังมีการจ่ายปันผลที่ 4-5% จึงมองว่าในระหว่างที่ไม่รู้ว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะโตได้อย่างไร ให้ลงที่กลุ่มหุ้นปันผล

“ตลาดหุ้นไทยติดปัญหาเชิงโครงสร้างภาพรวมกำไรต่อหุ้นไม่เติบโตในรอบ 10 ปี สวนทางตลาดโลก Valuation อาจจะไม่สามารถกลับไปค่าเฉลี่ยในอดีตได้หากไม่มีมาตรการ ซึ่งจะต้องไม่เพียงเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่ต้องช่วยฟื้นฟูการเติบโตของประเทศและกำไรของบริษัทจดทะเบียน”

ดอกเบี้ยลด บอนด์-หุ้นกู้ น่าสนใจ

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ผลสำรวจการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ในปี 2567 โดย 43% คาดการณ์ว่ามีโอกาสที่ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนธันวาคมซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี

ด้านดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ Fed Watch Tool สะท้อนการคาดการณ์ของนักลงทุนที่คาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2024 จากปัจจุบันที่5.25-5.50% เหลือ 4.75-5.00% โดยน่าจะเริ่มปรับลดครั้งแรกในช่วงเดือน ก.ย. นี้ “อย่างน้อยที่เราสบายใจคือคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่มีการปรับขึ้นและจะมีการทยอยลดลงในช่วงครึ่งปีหลังนี้”

โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั้งในรุ่น 5 ปี และ 10 ปี น่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปัจจุบันหรือลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้ ตราสารหนี้มีหลายประเภทให้เลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยง เช่น Basel III bond , Perpetual bond และ พันธบัตรออมทรัพย์ โดยนักลงทุนควรวางแผนการลงทุนที่มีการแบ่งเป็นกองหน้า กองกลาง กองหลัง แต่ละทัพจะเน้นสร้างความมั่งคั่ง สร้างกระแสเงินสด และคุ้มครองเงินต้น ตามลำดับ

ขณะที่ความเสี่ยงในการลงทุนตราสารหนี้ นักลงทุนควรทำความเข้าใจทั้ง ได้แก่ 1. ความเสี่ยงด้านราคา (Price/Interest Risk) ซึ่งจะเกี่ยวพันกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ย หากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น บอนด์ยีลด์มากขึ้นราคาอาจจะลดลง ซึ่งจะเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้ขาดทุนได้ โดยอัตราดอกเบี้ยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้าน GDP หาก GDP และอัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นตัวที่เกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจ

2. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม เนื่องจากมีการอันดับ Credit rating ของผู้ออกบอนด์หลายราย อย่างไรก็ตามเป็นสิ่งที่เฉพาะตัวบริษัทในการบริหาร

3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) นักลงทุนต้องทำความเข้าใจว่าบอนด์ไม่ได้มีสภาพคล่องเท่าการลงทุนในตลาดหุ้น ดังนั้นต้องพิจารณาระยะเวลาการถือครอง

หุ้นไทย จับตาเลือกตั้งสหรัฐ ชี้ทิศทางฟันด์โฟลว์

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จํากัด (TNITY) เปิดเผยว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่ฟื้นเนื่องจาก Earning (ผลกำไร) ยังไม่เติบโต ซึ่งตลาดกำลังรอ Earning ที่จะมาซัพพอร์ต นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อเม็ดเงินลงทุนค่างชาติิ (ฟันด์โฟลว์) ประกอบด้วยการเลือกตั้งสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนผันผวนมาก โดยตลาดหุ้นอาเซียนช่วงก่อนเลือกตั้ง 6 เดือนดัชนีปรับตัวลงประมาณ 10%

โดยจะเห็นบรรยากาศการลงทุนนิ่งรอปัจจัยใหม่มีผลต่อดัชนี ทั้งนี้ปริมาณการซื้อขายในตลาดทุนไทยปัจจุบันอยู่ที่ 60% ต่ำกว่ามาตรฐานที่โดยเฉลี่ยต้องอยู่ที่ 80 % นอกจากนี้อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งหากเฟดไม่ลดดอกเบี้ยส่งผลให้เม็ดเงินไม่ไหลกลับ

“ถ้าอยากให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทย มี 2.วิธี คือ 1. ตลาดหุ้นต้องลงไป 1,250 จุด เพื่อทำให้ Earnings Yield Gap (ส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงกับไม่เสี่ยง) น่าสนใจ 2. Bond Yield (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล) ต้องลดลงเป็น 3.88 %”

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะดีขึ้นได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 โดยคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งไซด์เวย์หาจังหวะเข้าลงทุน ขณะที่บางกลุ่มเป็นช่วงขาขึ้น อาทิ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มโรงพยาบาล โดยเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปี 67 มองเป็น 2 เหตุการณ์ ประกอบด้วยกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ดัชนีจะอยู่ที่ 1,240-1,430 จุด แต่หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทำให้มีอัพไซด์ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวได้ถึง 1,500 จุดได้ โดยไตรมาส 3/67 ต้องหาหุ้นให้ดีก่อนที่ตลาดจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/67

หุ้นเอเชียเด่น กำไรบจ.โต

นางสาวพฤกษา เอี่ยมธงทอง Deputy Head of Equities-Asia Pacific, Asian Equities เปิดเผยว่า มองแนวโน้มตลาดหุ้นเอเชียในปีนี้น่าสนใจ กำไรจากผลดำเนินงาน (Earnings Growth) ที่คาดว่าจะโตประมาณ 15-17% หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมามีผลการดำเนินการติดลบ

ขณะที่มองว่าราคาหุ้นตอนนี้ถูกกว่าตลาดหุ้นสหรัฐ 35-40% รวมถึงการคาดการณ์เรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งคาดว่าจะมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียจะมีความโดดเด่นและสดใสในปีนี้

สำหรับตลาดหุ้นไทย ปีนี้คาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงานเติบโต 10% โดยธีมการลงทุนที่น่าสนใจคือ กลุ่มสื่อสาร บริษัทที่เกี่ยวกับโกลบอลซัพพลายเชน กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มโรงพยาบาลยังเห็นการเติบโตที่ดี ซึ่งให้น้ำหนักลงทุนทั้งหุ้นขนาดใหญ่และเล็ก

อย่างไรก็ตาม มุมมองนักลงทุนต่างชาติมองตลาดหุ้นไทยมีราคาถูก แต่เติบโตน้อยกว่าตลาดอื่นมา 2 ปีแล้ว และมองว่าตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้น่าจะมีโอกาสเติบโตกว่า

“ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นเอเชียมีแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรบริษัท และภาคการบริโภคก็เป็นปัจจัยผลักดันในระยะยาว ซึ่งปีนี้คาดกำไรบริษัทในตลาดหุ้นจีนจะเติบโต 12-15% ส่วนตลาดอินเดีย ยังมีมุมมองบวก แม้ว่าราคาหุ้นปรับตัวสูงแล้ว และมีปัจจัยด้านการเมืองกดดัน แต่คาดว่ากำไรยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ขณะที่ไต้หวันและเกาหลีใต้เติบโตแข็งแกร่ง จากการที่มีซัพพลายเชน AI เทคโนโลยี และคาดว่าครึ่งปีหลังบริษัทนอกกลุ่ม AI จะกลับมา หลังจากซบเซามา 2 ปี”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การลงทุน