เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อิหร่านจัดพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ นานหนึ่งสัปดาห์ คาดผู้ไว้อาลัยร่วม 20 ล้านคน
World อิหร่านจัดพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ นานหนึ่งสัปดาห์ คาดผู้ไว้อาลัยร่วม 20 ล้านคน
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ข่าวในพระราชสำนัก เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
Politics ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
Business ‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
Business ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
Biz Movement ‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
Economic สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
Biz Movement มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
Economic ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
“พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
Real Estate “พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
ดูทั้งหมด

ชำแหละ Oil Plan 2024 ลงทุน 1 แสนล้าน วางอนาคตพลังงาน

04 ก.ค. 2567 | 08:30น.
oil plan

oil plan

ภาคพลังงานเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งความผันผวนของอุปสงค์และอุปทาน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเข้ามาของเทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุด คือ ปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ที่เป็นชนวนสำคัญจุดประกายให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะถ้าเราไม่รีบปรับตัวก็จะตกขบวน

ภาพของการเปลี่ยนแปลงสะท้อนผ่านร่างแผนพลังงานทั้ง 5 ฉบับที่เปิดรับฟังประชาพิจารณ์เมื่อไม่นานมานี้ และฉบับสุดท้ายอย่าง (ร่าง) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “Oil Plan 2024” ก็ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อแนวโน้มของ Oil Peak Demand จะสูงสุดภายในปี 2573 และจากนั้นจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงพลังงานที่ต้องช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการอยู่รอดและแข่งขันได้

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 กรมธุรกิจพลังงาน เปิดรับฟังความคิดเห็นพร้อมเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้แผน Oil Plan 2024”

ร่าง Oil Plan 2024 ฉบับใหม่

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยสาระสำคัญของ Oil Plan 2024 ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคง โดยกรมธุรกิจพลังงานได้วางแผนทบทวนรูปแบบและอัตราการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม

ซึ่งเป็นเรื่องที่นายพีระพันธุ์ สารีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและรองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากถึงแนวทางการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) ที่จะเพิ่มการสำรองน้ำมันจากเดิม 25 วันเป็น 90 วัน เพื่อจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤตด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ

ด้านการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง เพื่อบริหารจัดการอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่งให้สอดคล้องกับความต้องการใช้มีแนวโน้มลดลง บนเงื่อนไขที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่สามารถอุดหนุนราคาได้ในอนาคต จึงได้กำหนดแนวทางดำเนินการดังนี้

ภาคขนส่งทางบก ปรับลดชนิดน้ำมันกลุ่มดีเซลให้เหลือ B7 (พื้นฐาน) และ B20 (ทางเลือก) โดยปรับสัดส่วนการผสม B100 ให้เหมาะสมที่ 5-9.9% พร้อมกำหนดให้มีเบนซินฐานที่เหมาะสมกับประเทศ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ควรเป็น B10 หรือ B20

ส่วนภาคขนส่งทางอากาศ ส่งเสริมการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF) คาดว่าจะสามารถเสนอให้เริ่มมีสัดส่วนการผสม SAF ที่ 1% ในปี 2569 และภาคขนส่งทางน้ำ ส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อาทิ น้ำมันเตากำมะถันต่ำที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ (B24 VLSFO) ซึ่งปัจจุบันที่ตลาดสิงคโปร์มีการซื้อขาย B24 (ผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ 24%)

ด้านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง กรมธุรกิจพลังงานได้วางแนวทางปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วยการกำกับดูแลการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นน้ำมัน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการคลังน้ำมัน ผลักดันการขนส่งน้ำมันทางท่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ และส่งเสริมการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง

และสุดท้าย ด้านการส่งเสริมธุรกิจใหม่ในอนาคต โดยกรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่สำหรับขับเคลื่อนในระดับนโยบายประเทศ ซึ่งสร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 113,000 ล้านบาท

ประกอบด้วย ธุรกิจปิโตรเคมีพลาสติกชีวภาพ จำนวน 56,726 ล้านบาท เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน จำนวน 56,775 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ดีเซลชีวภาพสังเคราะห์ และน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ จำนวน 400 ล้านบาท พร้อมเสนอกลไกการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2570

“เราอยากเห็นประเทศนี้มีความมั่นคง สามารถรับมือกับวิกฤตได้ มีการบริหารจัดการอุปทานของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีในประเทศให้เป็นไปตามหลักสากลที่ต้องการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ขณะที่อีกด้านหนึ่งเราก็ต้องมาดูในมุมของการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตและการขนส่งภายในประเทศ ว่าเราจะสามารถอัพเกรดส่วนใดได้บ้าง

และส่วนสุดท้าย ผลจากหลายปัจจัยทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคา ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจ เราจึงอยากให้ผู้ประกอบการที่เรากำกับดูแลและอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันสามารถปรับตัวและลดผลกระทบจากความท้าทายต่าง ๆ นี้อย่างไร” นายสราวุธกล่าว

รัฐเปลี่ยนบทบาท

นางพัทธ์ธีรา สายประทุมทิพย์ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า เราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง เราต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และสิ่งสำคัญที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งถือเป็นภาคบังคับของทุกกระทรวง ซึ่งนำมาสู่การใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ประกอบกับแนวโน้มทิศทางพลังงานโลกที่จะสูงสุดในปี 2673 จากนั้นก็คลายตัวลงจากการเข้ามาของอีวี ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วเราต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลง

ภารกิจสำคัญว่า เราต้องบริหารจัดการอย่างไร เพราะอีวีจะมาแทนการใช้น้ำมันเบนซิน รวมถึงดูแลมาตรฐานคุณภาพความปลอดภัย ซึ่งรวมไปถึงเชื้อเพลิงใหม่อย่างไฮโดรเจนที่ต้องดูแลความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ส่วน SAF เราต้องจับมือกับหน่วยงานและภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการทำนโยบายและกำหนดสัดส่วน พร้อมประสานการลงทุนให้กลุ่มโรงกลั่นสามารถปรับตัว โดยตั้งคณะทำงานจัดทำนโยบายการส่งเสริมเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนเพื่อสนับสนุนธุรกิจใหม่นี้

และเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ โครงสร้างพื้นฐาน เราจะพัฒนาโครงสร้างเดิมที่มีอยู่อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ ท่อน้ำมัน ต้องมีการเชื่อมโยงและจัดหาแนวดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ อาทิ Single Operator เพราะสร้างท่อไปแล้วก็ต้องคืนทุน ดังนั้นต้องหาวิธีใช้ให้เกิดประโยชน์กับเอกชนผู้ลงทุนและประชาชนในระยะเวลา 20-30 ปีนี้ รวมถึงต้องดูแลการปรับโมเดลธุรกิจสถานีบริการน้ำมันให้เป็น EV Charging Station

“ตอนนี้ทุกคนปรับตัว ทุกคนพบวิกฤต กรมธุรกิจพลังงานก็ต้องช่วยสนับสนุนและแปลงโฉมภาพใหม่ของกรมในการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ”

ชาวไร่-เอกชนวอนให้คงใช้ “น้ำมัน E20”

ภายในการเปิดรับฟังความคิดเห็น Oil Plan 2024 ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นน่าจับตามอง โดยเฉพาะการปรับลดน้ำมันเบนซินฐานเป็น E10 จากเดิมที่เคยสนับสนุน E20 ซึ่งเป็นประเด็นร้อนกระทบหลายภาคส่วน

ตัวแทนจากสมาคมชาวไร่อ้อยลำน้ำปาวและตัวแทนจากชาวไร่อ้อยภาคอีสานกล่าวเสริมว่า E20 มีผลกระทบต่อชาวไร่อ้อยอย่างไรนั้น การผลิตเอทานอลมี 2 ส่วน ส่วนแรกมาจากน้ำอ้อยและอีกส่วนมาจากโมลาส รายได้ที่ได้จากการขายน้ำอ้อย โมลาสต้องแบ่งรายได้ให้ชาวไร่อ้อย 70%

ดังนั้นหากลดการผลิตให้เหลือแค่ E10 รายได้ของชาวไร่อ้อยจะลดหายลงไปอย่างมาก จึงขอความเห็นใจจากรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน ช่วยคง E20 เป็นน้ำมันเบนซินฐาน เพื่อสนับสนุนความมั่นคงพลังงานและความเป็นอยู่ของชาวไร่ ด้วยการสร้างพลังงานจากพืชในไร่

พร้อมด้วย นายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การใช้ E20 คือการพึ่งพาตนเอง ไม่จำเป็นต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ความจริงบ้านเราควรเดินหน้าใช้เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงเอทานอล แต่กลายเป็นว่าประเทศเรากลับถอยหลังลง รวมถึงในมิติเศรษฐกิจ E20 ถือว่ามีส่วนช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์

เช่นเดียวกับ นายเจษฎา ว่องวัฒนะสิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย กล่าวว่า จุดยืนของเราอยากให้ Oil Plan 2024 คง E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ที่ช่วยผู้ผลิต เกษตรกร และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานเอทานอล แม้ว่าตอนนี้ราคาจะเป็นช่วงพีกของพีก แต่เมื่อความตึงเครียดคลายตัวก็มีแนวโน้มลดลง ไม่ถูกที่จะเอาแค่ช่วงพีกมาตัดสิน เพราะเอทานอลมีประโยชน์กับประเทศชาติในหลายด้าน โดยเฉพาะต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม

ซึ่งรัฐบาลควรช่วยปรับโครงสร้างราคาสินค้าเกษตรให้ลดลงด้วยการลดต้นทุน และถ้าหากลดเหลือ E10 จริง การใช้ก็จะลดลงไปอีก จากปัจจุบันที่ใช้ประมาณ 3 ล้านกว่าลิตร จากกำลังผลิต 7 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้ผู้ประกอบการเอทานอล 27 รายล้มหายตายจากเกินครึ่งแน่นอนและกระทบเป็นวงกว้าง เพราะเราซื้อผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรหลายล้านครัวเรือน

ซึ่งมีความเห็นสอดคล้องกับ นายเสกสรร พรหมนิช รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ด้าน Biofuel สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โครงสร้างราคาเอทานอลทำให้ราคา E10 และ E20 มีส่วนต่างเยอะ เพราะความจริงแล้ว ราคา E10 และ E20 แพงกว่ากันประมาณ 10% หรือประมาณ 80 สตางค์เท่านั้น

ส่วนตัวมองว่า ค่าความร้อนเป็นสิ่งที่ Misleading เพราะว่าค่าความร้อนเป็นผู้บริโภคหรือคนขับรถต้องกังวล แล้วทำไมถึงเอามาบวกที่ราคาเชื้อเพลิง ฉะนั้นส่วนต่าง 80 สตางค์บวกกับภาษีสรรพสามิตอีกก็จะถูกกว่ากันอีก 65 สตางค์ เหลือส่วนต่างแค่ 15 สตางค์เท่านั้น แล้วยังไม่รวมค่าการตลาดอีก

นอกจากนี้ รัฐบาลพร้อมอุดหนุนเชื้อเพลิงนำเข้า แต่ทำไมกับของในประเทศถึงไม่สามารถอุดหนุนได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ถึง 10% ของการอุดหนุนเชื้อเพลิง รวมถึงการให้ความหวังว่าจะไป Ethanol to Jet และ SAF แต่ถ้าใช้ E10 ก็ไปไม่ได้ เพราะช่วงเปลี่ยนผ่าน 4-5 ปีนี้ จะใช้อุตสาหกรรมในกลุ่มเอทานอลทำอะไร เพราะความสามารถในการแข่งขันลดลง พร้อมลดคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอยืนยันว่ายังต้องเดินหน้าไป E20

ด้าน นางพัทธ์ธีรา สายประทุมทิพย์ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ตอบว่า การปรับลดน้ำมันเบนซินฐานจาก E20 เป็น E10 เนื่องจากสถานการณ์ราคาเอทานอลค่อนข้างสูงที่ปัจจุบัน ราคาประมาณ 30-31 บาท ขณะที่เดิมอยู่ที่ 25 บาท ทำให้ต้องปรับลดฐานจากเดิมที่เคยวางไว้ว่าจะเป็น E20 ให้มาอยู่ที่ E10 เพื่อลดผลกระทบกับค่าครองชีพประชาชน ขณะที่กลุ่มเอทานอลเองก็มีความกังวลว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จะประกอบธุรกิจอย่างไรต่อ

โดยความแตกต่างระหว่างราคาของ E10 และ E20 เมื่อราคาน้ำมันบวกค่าความร้อนจะต่างกันประมาณ 1 บาทกว่า ซึ่งคิดในกรณีที่ราคาเอทานอลอยู่ที่ 30 บาท แต่ถ้าราคาเอทานอลลดลงสู่ภาวะที่เคยเป็น 25 บาท ราคาส่วนต่างระหว่าง E10 และ E20 จะอยู่ที่ 30 สตางค์ ทว่าก็ต้องคิดด้วยว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถอุดหนุนส่วนต่างราคาด้วยได้

ส่วนปริมาณการใช้เอทานอลใน E10 และ E20 จะมีส่วนต่างประมาณ 2 ล้านลิตรต่อวัน โดยการใช้ E10 จะอยู่ที่ประมาณ 2.73 ลิตรต่อวัน และ E20 อยู่ที่ 4.72 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 2570 หากเลือกใช้ E10 ก็จะกระทบกับรายได้เกษตรกรและกลุ่มเอทานอลประมาณ 2.8-3 หมื่นล้านบาท

ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และเราต้องเปิดรับฟังความเห็นและข้อมูลจากกลุ่มเอทานอลเพิ่มเติมเพื่อการตัดสินใจสำคัญครั้งนี้ เพราะโรงกลั่นต้องการการตัดสินใจที่ชัดเจนเพื่อการลงทุน เนื่องจากคุณภาพ G-base ของ E10 และ E20 จะใช้คนละตัว

นายสราวุธกล่าวเสริมว่า แผนการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงต้องมองไปข้างหน้าที่ต้องมองในหลายมิติทั้งความมั่นคง ราคา และสิ่งแวดล้อม เราเองก็อยากส่งเสริมเอทานอล แต่ก็ต้องยอมรับความจริงต้นทุน เพราะเราไม่สามารถเอาเงินประเทศมาอุดหนุนราคาเอทานอลให้ผู้บริโภคทั้งหมดมาช่วย เราจึงต้องมองไปข้างหน้าในอนาคตอาจจะมี Ethanol to Jet แต่อย่างไรก็ตาม เราก็พร้อมเปิดรับฟังความเห็นและข้อมูลจากกลุ่มเอทานอล ชาวไร่อ้อยและชาวไร่มันภายใน 2 สัปดาห์นี้

ขณะที่ผู้ประกอบการค้าน้ำมัน ตัวแทนจากบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยควรใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ แม้ว่า E20 จะฟังดูสมเหตุสมผล แต่ว่าคนไม่นิยมเติมน้ำมัน E20 เพราะข้อมูลของฝั่งผู้ประกอบการน้ำมันพบว่า ไม่เคยผลักดันยอดขาย E20 ได้เกิน 40% แม้ว่ากรมธุรกิจพลังงานจะพยายามผลักดันแต่ก็ไม่สามารถบังคับการใช้ของผู้บริโภคได้ รวมถึงในฐานะผู้ประกอบการเองก็ไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องแบกราคาหนักกว่านี้

“เราลองดูโมเดลจากประเทศอื่น อาทิ บราซิลที่สามารถใช้ E100 ได้ เพราะเขาใช้ Second-chain Ethanolที่ต้องลงทุนเพิ่มก็ต้องย้อนกลับมาว่าจะเอาเงินจากไหนมาสนับสนุน หรือเราอาจจะต้องพิจารณาเรื่องไฮโดรเจนอีกรอบว่า เป็นเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ที่จะไปไฮโดรเจน เพราะต้องมีการลงทุนมหาศาล ถ้าจะเอาเงินไปลงไฮโดรเจนสู้เอาเงินมาลงเชื้อเพลิงชีวภาพแทนดีหรือไม่”