Skip to content

MTC ปักหมุดปี’67 คุมหนี้เสียไม่เกิน 3.20% ลั่นปล่อยสินเชื่อรัดกุม

12 ก.ค. 2567 | 11:37น.
MTC ปักหมุดปี’67 คุมหนี้เสียไม่เกิน 3.20% ลั่นปล่อยสินเชื่อรัดกุม

เมืองไทย แคปปิตอล หรือ MTC มั่นใจคุมเอ็นพีแอลปี 2567 อยู่หมัดที่ระดับ 3.20% ลดลงจาก 3.50% หลังไตรมาส 1/67 อยู่ที่ 3.03% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่ง ชี้เน้นปล่อยสินเชื่อที่มีหลักประกัน-วงเงินสินเชื่อไม่สูง พร้อมกระบวนการประเมินอย่างเข้มงวด รัดกุม และติดตามหนี้อย่างใกล้ชิด ปักหมุดพอร์ตสินเชื่อปี 2567 เติบโต 15-20% แตะ 1.70 แสนล้านบาท

วันที่ 12 กรกฎาคม 2567 นายปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) เปิดเผยว่า ท่ามกลางปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และหนี้ภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)

เนื่องจากบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อด้วยความระมัดระวัง โดยเน้นสินเชื่อที่มีหลักประกัน และวงเงินสินเชื่อไม่สูง พร้อมกับมีกระบวนการประเมินที่เข้มงวด รัดกุม และมีการติดตามหนี้อย่างใกล้ชิด จึงป้องกันความเสี่ยงเรื่องเอ็นพีแอลได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ในปี 2567 บริษัทยังคงเป้าหมายรักษาเอ็นพีแอลที่ระดับ 3.20% ภายใต้ระบบการเก็บหนี้ที่พัฒนาให้ดีขึ้นตั้งแต่กลางปี 2566 จนถึงปัจจุบันที่ทำให้ตัวเลขเอ็นพีแอลลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขเอ็นพีแอลได้ปรับลดลงสู่ระดับ 3.03% ในไตรมาส 1/2567 จึงทำให้มั่นใจว่าภาพรวมตลอดปี 2567 จะรักษาเป้าหมายตัวเลขเอ็นพีแอลไว้ได้อย่างแน่นอน

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2567 ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยพอร์ตสินเชื่อจะมีอัตราการเติบโต 15-20% หรือแตะระดับ 170,000 ล้านบาท ผลจากการกระจายการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านสาขาที่คาดว่าจะมีอยู่กว่า 8,000 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้

และตั้งเป้าคุมสัดส่วนเอ็นพีแอลดังกล่าวควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีแผนการจัดหาแหล่งเงินทุนผ่านการกู้ยืมจากสถาบันการเงินทั้งต่างประเทศและในประเทศ ตลอดจนการระดมทุนเสนอขายหุ้นกู้ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงมุ่งมั่นรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ที่มีความรับผิดชอบและเป็นธรรม มุ่งสร้างเสถียรภาพทางการเงิน เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจ เติบโตเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยยกระดับการบริการสินเชื่อให้เป็นแหล่งเงินทุนที่มีคุณภาพในมาตรฐานระดับโลก (World-Class Thai Microfinance)

สอดรับกับความร่วมมือองค์การระหว่างประเทศหลายสถาบัน อาทิ ความร่วมมือรัฐบาลญี่ปุ่น (JICA) และรัฐบาลเยอรมัน (KFW DEG) เพื่อระดมทรัพยากรทางการเงินเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ภายใต้หลักธรรมาภิบาล เคารพในสิทธิ รักษาผลประโยชน์ และตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าให้เกิดความประทับใจสูงสุด

“บริษัทเน้นปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์อย่างรัดกุม โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Generative AI เพื่อพัฒนาการบริการในมาตรฐานระดับสากล ควบคู่กับการบริหารจัดการเอ็นพีแอลที่เข้มงวดด้วยเป้าหมายไม่เกิน 3.20% ในปีนี้ และมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้”

“ขณะเดียวกัน บริษัทภูมิใจที่ได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการอยู่ในระดับ ‘ดีเลิศ’ (5 ดาว) รวมถึงผลประเมินหุ้นยั่งยืน (ESG Rating) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในระดับ A และผลประเมิน MSCI Index ในระดับ AA สะท้อนการเป็นผู้นำในธุรกิจสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ที่มีความรับผิดชอบและเป็นธรรม มุ่งสร้างเสถียรภาพทางการเงิน เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจ เติบโตเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน” นายปริทัศน์กล่าว