Skip to content

เปิดผลนิด้าโพล ประชาชนมอง มาตรการส่งดี ช่วยคุ้มครองลูกค้า

17 ก.ค. 2567 | 18:29น.
เปิดผลนิด้าโพล ประชาชนมอง มาตรการส่งดี ช่วยคุ้มครองลูกค้า

นิด้าโพลเปิดผลสำรวจประเด็น “มาตรการส่งดี (Dee-Delivery)” ประชาชนกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว มองเป็นการคุ้มครองลูกค้าช็อปออนไลน์

วันที่ 17 กรกฎาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “Dee-Delivery เปิดก่อนจ่าย” สำรวจระหว่างวันที่ 9-11 กรกฎาคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับมาตรการส่งดี (Dee-Delivery) เพื่อแก้ไขปัญหากลโกงหลอกเก็บเงินปลายทาง และการขายสินค้าไม่ตรงปก

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยซื้อสินค้าออนไลน์ พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 70.53 ระบุว่าเคยสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ (รวมถึงการสั่งเอง หรือให้ผู้อื่นช่วยสั่งแทน) และร้อยละ 29.47 ระบุว่าไม่เคยสั่งซื้อสินค้าออนไลน์

เมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าเคยสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ (รวมถึงการสั่งเอง หรือให้ผู้อื่นช่วยสั่งแทน) (จำนวน 924 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับมาตรการส่งดี (Dee-Delivery) พบว่า

  • ร้อยละ 84.20 ระบุว่า เป็นการคุ้มครองลูกค้า หากสินค้าไม่ตรงปก
  • ร้อยละ 76.19 ระบุว่า เป็นการคุ้มครองลูกค้าไม่ให้โดนหลอกซื้อสินค้า
  • ร้อยละ 60.28 ระบุว่า เป็นการคุ้มครองลูกค้าให้ได้รับเงินคืน
  • ร้อยละ 48.70 ระบุว่า เป็นการช่วยลดข้อร้องเรียน/ข้อขัดแย้ง ระหว่างลูกค้า ไรเดอร์ และผู้จำหน่ายสินค้า
  • ร้อยละ 34.20 ระบุว่า เป็นการคุ้มครองไรเดอร์ ไม่ต้องรับผิดชอบกรณีลูกค้าขอเปิดดูสินค้าก่อน
  • ร้อยละ 20.02 ระบุว่า ไรเดอร์ต้องเสียเวลามากขึ้น เพราะต้องรอลูกค้าตรวจสอบสินค้า
  • ร้อยละ 17.21 ระบุว่า มาตรการนี้อาจทำให้ค่าขนส่งสินค้าสูงขึ้น
  • ร้อยละ 16.77 ระบุว่า มาตรการนี้อาจทำให้ราคาสินค้าที่เก็บเงินปลายทางมีราคาสูงขึ้น
  • ร้อยละ 11.36 ระบุว่า ไม่เป็นธรรมกับผู้จำหน่ายสินค้า เพราะต้องรับความเสี่ยงกับการปฏิเสธการจ่ายเงินของลูกค้า
  • ร้อยละ 10.39 ระบุว่า ไรเดอร์/บริษัทรับส่งสินค้าต้องเสียเวลารอถึง 5 วัน จึงจะสามารถปิด Order ได้
  • ร้อยละ 10.06 ระบุว่า ไม่เป็นธรรมกับผู้จำหน่ายสินค้า เพราะต้องรอถึง 5 วัน จึงจะได้เงิน
  • ร้อยละ 8.98 ระบุว่า มาตรการนี้อาจทำให้การจำหน่ายสินค้าแบบเก็บเงินปลายทางมีจำนวนลดลง
  • ร้อยละ 6.60 ระบุว่า ไม่เห็นมีบทลงโทษหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญา
  • ร้อยละ 0.22 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลยกับมาตรการนี้ และไม่ตอบ/ไม่สนใจ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าเคยสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ (รวมถึงการสั่งเองหรือให้ผู้อื่นช่วยสั่งแทน) (จำนวน 924 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความคิดเห็นโดยภาพรวมต่อมาตรการส่งดี (Dee-Delivery) พบว่า

  • ร้อยละ 70.45 ระบุว่า เห็นด้วยมาก
  • ร้อยละ 24.46 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย
  • ร้อยละ 4.00 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย
  • ร้อยละ 0.87 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย
  • ร้อยละ 0.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับมาตรการส่งดี (Dee-Delivery) เป็นมาตรการที่กำหนดให้ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าที่เรียกเก็บเงินปลายทางจากผู้บริโภค ต้องระบุรายละเอียดในหลักฐานการรับเงิน เช่น ชื่อ-สกุล และหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ส่งสินค้า หมายเลขติดตามพัสดุ ข้อมูลพัสดุ จำนวนเงินที่เรียกเก็บปลายทาง รวมถึงให้สิทธิผู้บริโภคปฏิเสธไม่รับสินค้า หรือมีสิทธิได้รับค่าสินค้าคืน โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจถือเงินไว้ก่อนเป็นเวลา 5 วัน ก่อนนำส่งเงินให้กับผู้ส่งสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสแจ้งเหตุที่ขอคืนสินค้าและขอเงินคืน

นอกจากนี้ ยังให้สิทธิผู้บริโภคสามารถเปิดดูสินค้าก่อนชำระเงินได้ โดยบันทึกภาพถ่ายหรือวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน หากสินค้าไม่ตรงตามที่สั่งซื้อ ผู้บริโภคสามารถปฏิเสธการชำระเงินและไม่รับสินค้าได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค และจะช่วยแก้ไขปัญหาการถูกหลอกขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อีกด้วย

นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ‘ให้ธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. 2567‘ แล้ว ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป

ซึ่งการมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีระยะเวลาในการเตรียมตัวที่เหมาะสม

ภาพจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)