Skip to content

“IOTC” เล็งจัดสรรโควตาจับปลาทูน่าใหม่ หวังให้ใช้ทรัพยากรในน่านน้ำมหาสมุทรอินเดียเท่าเทียมกัน

21 พ.ค. 2561 | 14:13น.
“IOTC” เล็งจัดสรรโควตาจับปลาทูน่าใหม่ หวังให้ใช้ทรัพยากรในน่านน้ำมหาสมุทรอินเดียเท่าเทียมกัน
“IOTC” เล็งจัดสรรโควตาจับปลาทูน่าใหม่ หวังให้ใช้ทรัพยากรในน่านน้ำมหาสมุทรอินเดียเท่าเทียมกัน เผยไทยใช้โควตาจับปลาทูน่าไม่เต็มจำนวน ชี้ผู้ประกอบการไทยขาดผู้เชี่ยวชาญ-เรือไม่พอ พร้อมแจงกรณีผลวิจัย IUU ของ NGOs รัฐบาลมุ่งมั่นแก้ปัญหาเต็มที่

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย (IOTC) ครั้งที่ 22 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ จะมีการทบทวนการจัดสรรโควตาจับปลาทูน่าในน่านน้ำมหาสมุทรอินเดียให้แก่รัฐเจ้าท่าทั้งหมด นอกเหนือจากประเทศที่เป็นสมาชิกจำนวนทั้ง 31 ประเทศ อาทิ ประเทศไทย อินเดีย สหภาพยุโรป ฝรั่งเศส เป็นต้น เพื่อให้รัฐเจ้าของท่าเหล่านั้นได้เข้ามาใช้ประโยชน์ในทรัพยากรในน่านน้ำมหาสมุทรอินเดียอย่างเท่าเทียมกัน ได้ด้วย และอาจอนุญาตให้รัฐเจ้าท่าขายสิทธิให้แก่ผู้อื่นเข้ามาทำการประมงในน่านน้ำได้ ถ้าหากเรือทำประมงไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยเป็นสมาชิกในคณะกรรมาธิการ IOTC และได้รับโควตาจับทูน่าในมหาสมุทรอินเดียไม่เกิน 110 ลำ แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถนำเรือประมงออกไปได้ทำการประมงเต็มจำนวนโควตาที่ได้รับ เนื่องจากผู้ประกอบการไทยหลายรายไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการจับปลาทูน่า รวมทั้งเทคโนโลยีที่ใช้จับปลาทูน่ายังสู้กับต่างชาติไม่ได้ โดยที่ผ่านมากรมประมงพยายามติดต่อขอผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีจับปลาทูด้วย ใช้อวนแบบเบ็ดราว มาอบรมให้แก่ชาวประมง แต่ก็ยังไม่ได้รับติดต่อกลับมา

ส่วนประเด็นกองเรือของไทยจำนวน 6 ลำ ที่ออกไปทำการประมงโดยไม่ได้รับอนุญาตในเขตมหาสมุทรอินเดียตั้งแต่ปี 2558 และถูกเรียกตัวกลับมา เนื่องจากขณะนั้นประเทศไทยยังไม่ได้ร่วมเป็นสมาชิกของมหาสมุทรอินเดีย ปัจจุบันศาลปกครองจึงตัดสินสั่งปรับเป็นเงินจำนวน 441 ล้านบาท ได้แก่ เรือฮงชิฟุ เรือยู่หลงและยู่หลง จำนวนค่าปรับรวม 130 ล้านบาท เรือเซริบู จำนวนค่าปรับ 88 ล้าน บาท และเรือมุกอันดามัน จำนวน 2 ลำ จำนวนค่าปรับ 223 ล้านบาท

“เรื่องการทำประมงผิดฏหมาย ขาดการติดต่อ และไร้การควบคุมไอยูยู นั้น ประเทศไทยได้พยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่มาโดยตลอด และการประชุมคณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดียครั้งนี้ ก็เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพในการให้ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์และจัดการของ IOTC ”

ทั้งนี้ จากที่สื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวกรณีเครือข่ายประมงพื้นบ้านร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมด้านแรงงาน เปิดเผยผลการวิจัยเกี่ยวกับสิทธิของแรงงานประมงและการทำประมงแบบไม่ยั่งยืน ซึ่งเนื้อหาของงานวิจัยทั้ง 2 เรื่อง สะท้อนถึงปัญหาด้านสิทธิของแรงงานภาคการประมง และผลกระทบต่อทรัพยากรประมงจากอุตสาหกรรมการประมงของไทย พร้อมเสนอให้รัฐบาลและภาคเอกชนร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ นั้น ในประเด็นการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือ IUU กรมประมงขอชี้แจงว่า ภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 มีวัตถุประสงค์เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทะเลให้เกิดความยั่งยืนและป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น มาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐได้กำหนดขึ้นมานั้น อาทิ มาตรการปิดอ่าวฯ มาตรการควบคุมการลงแรงประมง การควบคุมเครื่องมือที่ใช้ทำการประมง การกำหนดค่า MSY มาตรการให้เรือที่มีขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอสขึ้นไปติดตั้ง VMS การควบคุมการแจ้งเข้าออกเรือประมง ฯลฯ เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน และนอกจากนี้ได้มีการออกพระราชกําหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเรือไทย เพื่อให้การควบคุม “เรือประมง” ทั้งในเรื่องการจดทะเบียนเรือเพิ่ม การเปลี่ยนแปลงประเภทเรือ การทำลายเรือให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“เหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานั้น อยากแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐและความร่วมมือกันระหว่างหลายหน่วยงาน ในการที่จะเร่งแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายและปัญหาแรงงานภาคการประมงไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบทั้งแรงงานประมงไทยและแรงงานประมงต่างด้าว ดังนั้น จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาช่วยขับเคลื่อนการประมงของไทยให้เกิดความยั่งยืน” นายอดิศรกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

IUU ปลาทูน่า