ดีอี เร่งดึงกำลังคนเทคโนโลยี ให้วีซ่าผู้มีความสามารถด้านเทคโนโลยีทำงานในไทยโดยไม่ต้องขออนุญาต เล็งขยายผลให้ Citizenship สิทธิพลเมือง และผลประโยชน์ภาษี เอื้อ Digital Nomad ร่วมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลในไทย
วันที่ 31 กรกฎาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากการได้พบปะหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีสตาร์ตอัพ web3-บล็อกเชน ที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า มีกลุ่มผู้มีความสามารถด้านเทคโนโลยีที่เข้ามาท่องเที่ยวและทำงาน หรือ Digital Nomad ในเชียงใหม่จำนวนมาก
“เชียงใหม่เป็นปลายทางยอดนิยมในการท่องเที่ยวของคนทั่วโลก และมี Digital Nomad รองจากกรุงเทพฯ แต่กลุ่มคนมีความสามารถเหล่านี้เขียนซอฟต์แวร์ หรือทำงานให้ประโยชน์กับบริษัทเทคโนโลยีที่อยู่ห่างจากเราไปข้ามโลก ทำอย่างไรพวกเขาเหล่านี้ จึงจะทำงานที่ยังประโยชน์แก่ชุมชน และระบบนิเวศเทคโนโลยีในเชียงใหม่”
นายประเสริฐกล่าวว่า กลุ่มเทคโนโลยีสตาร์ตอัพในเชียงใหม่ เสนอให้หาวิธีดึงคนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมใน Community ของชาวเชียงใหม่ให้ได้ ทั้งนี้ กลุ่มเทคโนโลยีเชียงใหม่เคยรวมตัวกันเพื่อพัฒนาศูนย์กลางดิจิทัลอยู่แล้ว สามารถต่อยอดขึ้นเป็น “ล้านนาดิจิทัลฮับ” ได้ ดังนั้นนอกจากเรื่องการสนับสนุนเงินทุน หากได้กำลังคนมาเสริมทั้งคนมีความสามารถ และนักลงทุนที่จะมาดำเนินธุรกิจในพื้นที่ยิ่งทำให้ระบบนิเวศดิจิทัลยิ่งแข็งแกร่ง
“ผมนึกได้ว่า เคยเจอผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม Bitkub ซึ่งเป็นศูนย์ซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี และธุรกิจเว็บ 3 บล็อกเชน ได้เห็นบัตรประชาชนดูไบ เขาได้ Citizenship ที่นั่น ซึ่งจะได้สิทธิประโยชน์หลายอย่าง คิดว่าเป็นการดึงดูดคนไปลงทุนได้”
ดังนั้น ดีอี จะนำประเด็นนี้ไปออกแบบต่อไปว่า ถ้าเราให้ Citizenship แก่ Digital Nomad โดยมีเงื่อนไขว่าเขาต้องทำงานให้กับ Community ที่นี่ หรือดำเนินธุรกิจในไทย ก็จะเป็นประโยชน์
แต่การให้บัตรประชาชนเขาไป ให้ Citizenship หรือ สิทธิพลเมืองไป ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะต้องมีการหารือกับกรมการปกครอง และอื่น ๆ เรื่องสิทธิพลเมืองว่าควรได้มากน้อยแค่ไหน แต่ต้องไปออกแบบอีกทีให้เป็น Digital Citizen ID ดึงดูด Digital Nomad ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ พร้อมสานต่อแนวทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือในชื่อ Lanna Digital Valley และรับข้อเรียกร้องในการขยายเครือข่ายนักพัฒนาให้ใหญ่ขึ้นและเป็นสากลโดยการดึงกลุ่มนักพัฒนาต่างชาติให้เข้ามามีส่วนร่วมในเครือข่าย และกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
ก่อนหน้านี้ ดีอี ได้ผลักดันวีซ่าสำหรับผู้มีทักษะทำงานในประเทศโดยไม่ต้องขอใบอนุญาต (Work Permits) หรือ Global Digital Talent Visa (GDT visa) ได้สำเร็จ และมีกลุ่มคน 2 กลุ่มทยอยขอมาต่อเนื่อง แต่กลุ่มคนเหล่านี้จำนวนมากยังไม่ได้เข้ามาเสริมระบบนิเวศดิจิทัลของไทยเท่าที่ควร
โดย GDT Visa เป็นการตรวจลงตรารูปแบบใหม่ มีอายุ 1 ปี ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่มีความสามารถด้านดิจิทัลสามารถเข้ามาพำนัก หางาน และทำงานในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องใช้ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ตลอดระยะเวลาการตรวจลงตรา โดยจะเปิดให้กับชาวต่างชาติ 2 กลุ่ม ประกอบด้วย
1.กลุ่มผู้มีความสามารถด้านดิจิทัล (Digital Talent Track) คือ ผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาหรือจบการศึกษาไม่เกิน 3 ปี ในสาขาเทคโนโลยีและดิจิทัลจากมหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองอันดับสูงสุด 600 อันดับของโลก หรือ ผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาหรือจบการศึกษาไม่เกิน 3 ปี ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลในสาขาที่ขาดแคลน หรือมีความต้องการสูง โดย ดีป้า จะเป็นผู้พิจารณา
ซึ่งผู้ขอรับการตรวจลงตราต้องมีเงินฝากในบัญชีธนาคารในประเทศที่เชื่อมโยงกับระบบ NDID ไม่น้อยกว่า 300,000 บาท และไม่สามารถโอนเงินออกจากประเทศได้ อีกทั้งไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
2.กลุ่มดิจิทัลโนแมด (Digital Nomad Track) คือ ผู้ที่มีความสามารถด้านดิจิทัล โดยต้องแสดงหลักฐานการจ้างงานในตำแหน่งด้านดิจิทัล หรือหลักฐานการมีรายได้จากงานด้านดิจิทัลจากประเทศต้นทาง ซึ่งผู้ขอรับการตรวจลงตราต้องมีเงินฝากในบัญชีธนาคารในประเทศที่เชื่อมโยงกับระบบ NDID ไม่น้อยกว่า 600,000 บาท และไม่สามารถโอนเงินออกจากประเทศได้ อีกทั้งไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง