ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยเดือน มิ.ย. ชะลอตัว ตามภาคท่องเที่ยว-การส่งออก
ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยโดยรวมในไตรมาส 2/67 ยังอยู่ในทิศทางขยายตัวจากไตรมาสก่อน แต่หากดูในเดือน มิ.ย. 67 พบชะลอลงจากจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ส่งออกสินค้าลดลง แต่ตลาดแรงงานยังดีอยู่
วันที่ 31 กรกฎาคม 2567 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยโดยรวมในไตรมาส 2 ยังอยู่ในทิศทางขยายตัวจากไตรมาสก่อน แต่เมื่อเทียบกับเดือนก่อน เศรษฐกิจในเดือน มิ.ย. 67 ชะลอลงจากจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง หลังเร่งไปในช่วงก่อนหน้า 2.7 ล้านคน ลดลงร้อยละ 4.4 ของเดือนก่อนหน้า ประกอบกับการส่งออกสินค้าลดลง ร้อยละ 0.7 จากเดือนก่อนหน้า
โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่อยู่ในช่วงปลายฤดูกาล และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สินค้าคงคลังยังสูง สอดคล้องกับผลผลิตสินค้าเกษตรและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง ทำให้ภาพรวมไตรมาส 2/67 การส่งออกขยายตัวร้อยละ 4.1
ด้านการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว โดยการใช้จ่ายสินค้าไม่คงทนที่ขยายตัวถูกทอนลงด้วยหมวดสินค้าคงทนที่หดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนด้านการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากปีก่อน ทั้งรายจ่ายประจำและลงทุนของรัฐบาลกลาง ขณะที่รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวตามการเบิกจ่ายในโครงการลงทุนด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ ในเดือน มิ.ย. 67 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงจากเดือนก่อนจากหมวดพลังงานและหมวดอาหารสด ร้อยละ 0.6 จากราคาน้ำมันเบนซินที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ประกอบกับราคาผักลดลงตามผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานใกล้เคียงกับเดือนก่อน
สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเพิ่มขึ้นจากดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุลลดลง ขณะที่ดุลการค้าเกินดุลใกล้เคียงกับเดือนก่อน ด้านตลาดแรงงานปรับดีขึ้นต่อเนื่องทั้งในภาคบริการและการผลิต
“ในเดือน มิ.ย. 67 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลงจากเดือนก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซีย จีน และยุโรปที่ไม่รวมรัสเซีย หลังจากเร่งไปในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวในบางสัญชาติ อาทิ สหรัฐ ออสเตรเลีย และอินเดีย ปรับเพิ่มขึ้น สำหรับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลงจากเดือนก่อน สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ”
ด้านการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนขยายตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ภายหลัง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้เมื่อปลายเดือน เม.ย. 67 โดยรายจ่ายประจำขยายตัวตามการเบิกจ่ายค่าบำเหน็จ บำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และค่าตอบแทนพนักงานของรัฐ ขณะที่รายจ่ายลงทุนขยายตัวจากการเบิกจ่ายของหน่วยงานด้านชลประทาน สำหรับรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัว ตามการเบิกจ่ายในโครงการลงทุนด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน
ด้านการระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมปรับลดลงจากเดือนก่อน ตามการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ในธุรกิจกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม หลังจากได้เร่งไปแล้วในช่วงก่อนหน้า และการระดมทุนผ่านสินเชื่อที่ลดลงจากสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภค อย่างไรก็ดี การระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นจากธุรกิจการเงินและหลักทรัพย์ และที่พักแรมเป็นสำคัญ
ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เฉลี่ยอ่อนค่าลงเล็กน้อย หลังข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานาน
“ทั้งนี้ ภาพรวมของเศรษฐกิจในไตรมาส 2/67 มีทิศทางขยายตัวจากไตรมาสก่อน แต่การขยายตัวยังกระจายตัวไม่ทั่วถึง โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการ การจ้างงาน และการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวจากไตรมาสก่อน”
ประกอบกับการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเช่นกัน สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดี การส่งออกและการผลิตในบางอุตสาหกรรมยังถูกกดดันจากสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยเชิงโครงสร้างจากความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลง ด้านการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวจากด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวสูงจากรายจ่ายประจำ หลัง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจากหมวดพลังงานตามการทยอยลดมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ และจากหมวดอาหารสดตามอุปทานผักและเนื้อสุกรที่ลดลง
“สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากภาคท่องเที่ยวเป็นสำคัญ แต่คาดว่าการส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะในบางอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้รายรับธุรกิจและรายได้ครัวเรือนในบางกลุ่มยังเปราะบาง”