คอลัมน์ : Politics policy people forum
และแล้วนโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต นับ 1 โครงการอย่างเป็นทางการ
“คิกออฟ” ลงทะเบียนสำหรับรับเงิน 10,000 ผ่านแอปพลิเคชั่น “ทางรัฐ”
แต่กว่าจะถึง Day 1 รัฐบาลต้องฝ่าด่านอุปสรรคมาสารพัด ทั้งการถูกตรวจสอบจากฝ่ายค้าน-ฝ่ายองค์กรอิสระ ปรับแผนการเงิน-งบประมาณ กลับไปกลับมา โดยเฉพาะ กู้-ไม่กู้
คุมเข้มประชานิยม
แต่โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ยังไม่พ้นพงหนาม เพราะยังถูกครอบด้วย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 อย่างน้อย 3 มาตรา ตั้งแต่ Day 1 วันเปิดรับลงทะเบียน ดังนี้
มาตรา 6 ระบุว่า รัฐต้องดําเนินนโยบายการคลัง การจัดทํางบประมาณ การจัดหารายได้ การใช้จ่าย การบริหารการเงินการคลัง และการก่อหนี้ อย่างมีประสิทธิภาพ “โปร่งใสและตรวจสอบได้”
ทั้งนี้ ตามหลักการรักษาเสถียรภาพและการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และหลักความเป็นธรรมในสังคม และต้องรักษาวินัยการเงินการคลังตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัตินี้และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง “อย่างเคร่งครัด”
มาตรา 9 คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัตินี้ “อย่างเคร่งครัด” ในการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายการคลัง การจัดทํางบประมาณ การจัดหารายได้ การใช้จ่าย การบริหารการเงินการคลัง และการก่อหนี้
คณะรัฐมนตรีต้องพิจารณาประโยชน์ที่ “รัฐ” หรือ “ประชาชน” จะได้รับ ความคุ้มค่า และภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ
และในวรรคสอง กำหนดชัดว่า “คณะรัฐมนตรีต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิด ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว”
ถูกจับตาตั้งแต่ต้นจนจบ
ขณะที่ มาตรา 27 กำหนดไว้อย่างละเอียดว่า การดําเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณ หรือภาระทางการคลัง ให้หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบจัดทําแผนบริหารจัดการกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ ประมาณการรายจ่าย แหล่งเงินที่ใช้ตลอดระยะเวลาดําเนินการ และ “ประโยชน์ที่จะได้รับ” โดยต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติ กิจกรรม มาตรการ หรือโครงการต่อคณะรัฐมนตรี
และในกรณีที่การดําเนินการก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ ของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ ให้จัดทําประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่จะได้รับ เสนอในการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีด้วย
ในการพิจารณาอนุมัติกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาความจําเป็นเร่งด่วน ประโยชน์ที่ได้รับ และภาระทางการคลังหรือการสูญเสียรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
ให้หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ จัดทํารายงานเปรียบเทียบ “ประโยชน์ที่ได้รับ” กับ “การสูญเสียรายได้” ที่เกิดขึ้นจริงกับประมาณ เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบเป็นประจําทุกสิ้นปีงบประมาณ จนกว่าการดําเนินการดังกล่าวจะแล้วเสร็จ
เมื่อถอดรหัส ในการทำโครงการดิจิทัลวอลเลต ที่เป็น “ภาระต่องบประมาณ” หรือ “ภาระทางการคลัง” ให้หน่วยงานรัฐ (กระทรวงการคลัง ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ) ต้องทำ
1.จัดทําแผนบริหารจัดการโครงการ ประมาณการรายจ่าย แหล่งเงินที่ใช้ตลอดระยะเวลาดําเนินการ และประโยชน์ที่จะได้รับ
2.ต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรี
3.การดําเนินการก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ ของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ ให้จัดทําประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่จะได้รับ เสนอในการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีด้วย
4.คณะรัฐมนตรีจะต้องพิจารณา ความจําเป็นเร่งด่วน ประโยชน์ที่ได้รับ และภาระทางการคลัง หรือการสูญเสียรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
5.กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ จัดทํารายงาน เปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้รับกับการสูญเสียรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับประมาณการที่ได้จัดทํา เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบเป็นประจําทุก “สิ้นปีงบประมาณ” จนกว่าจะปิดโครงการ
รัฐบาลไม่อาจทำ “ข้ามขั้นตอน” หรือไม่อาจ “ละเลย” ข้อใดข้อหนึ่งได้
กฎหมาย ป.ป.ช.ตามหลอน
เพราะมีกฎหมาย ป.ป.ช.ที่เคยหลอนรัฐบาลเพื่อไทยในอดีต อย่างโครงการจำนำข้าว ที่รัฐบาลก้าวพลาด ซ้ำรอยไม่ได้
คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561
โดยมีมาตรา 4 คุมเข้มเรื่องการ “ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทําให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตําแหน่งหรือหน้าที่
ทั้งที่ตนมิได้มีตําแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่
ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ ที่มิควรได้โดยชอบสําหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือกระทําการอันเป็นความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญาหรือตามกฎหมายอื่น
รวมถึง มาตรา 172 ของพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ปี 2561 ที่กำกับ เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่น ถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
ซึ่งมาตรานี้เป็นมาตราเดียวกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว พระราชบัญญัติ ป.ป.ช.ปี 2552 มาตรา 123/1 ปัจจุบันถูกนำมาบรรญัติไว้ในมาตรา
ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ตั้งการ์ดกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
อย่างไรก็ตาม “รัฐบาลเศรษฐา” ได้ “ตั้งการ์ด” เอาไว้กันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
3 ตุลาคม 2566 มีการแต่งตั้ง คณะทำงานด้านตรวจสอบการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการ
23 เมษายน 2567 ในวันที่ ครม.มีมติเห็นชอบกรอบหลักการโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ที่ประชุมมีมติตั้งคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งมีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานอนุกรรมการ ในการรับผิดชอบการตรวจสอบ วินิจฉัย การเรียกเงินคืน ร้องทุกข์ กล่าวโทษ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการ
ดังนั้น โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ยังอยู่ในภาวะอันตราย ที่รัฐบาลจะพลาดไม่ได้