Skip to content

สมาคมบ้านจัดสรรปลุก ESG อยู่อาศัย 50 ปีไม่เป็นภาระสิ่งแวดล้อม

22 ก.ย. 2567 | 18:15น.
สมาคมบ้านจัดสรรปลุก ESG อยู่อาศัย 50 ปีไม่เป็นภาระสิ่งแวดล้อม

เหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ต้องรณรงค์ความร่วมมือจากทุกคน ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร โดย “สุนทร สถาพร” นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร จัดเสวนาหัวข้อ “แนวทางความยั่งยืนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สู่การสร้างอนาคตที่มั่นคง” ซึ่งสมาคมให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยบรรจุเป็นแผนงานที่จะมีการจัดสัมมนาให้ความรู้สมาชิกอย่างต่อเนื่องในปี 2567-2568

“ปัญหาโลกร้อนวันนี้ ปาร์ตี้สำคัญที่ต้องรณรงค์ความร่วมมือก็คือ เจ้าของบ้าน เพราะเป็นผู้อยู่อาศัยและเป็นผู้บริโภคพลังงานในครัวเรือน วิธีการหลักเน้น 3 R ก็คือ Reuse, Reduce, Recycle เพื่อถนอมโลกใบนี้ให้อยู่ชั่วลูกชั่วหลาน” นายกสุนทรกล่าว

สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร
สุนทร สถาพร

เจ้าของบ้านเสาหลักแก้โลกร้อน

งานสัมมนาเริ่มจาก “ณินทิรา อภิสิงห์” กรรมการและเลขานุการ สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบ : โอกาสและความท้าทาย”

ทั้งนี้ ปัญหาโลกร้อนกำลังปะทุผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ทุกภาคส่วนของประชาคมโลกตีกรอบให้ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัว ลงทุนผลิตสินค้าในแนวทางประนีประนอมกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำกัด และทะนุถนอมให้ “การสร้าง-การใช้” สินค้านั้น สามารถใช้ระยะยาวโดยไม่เป็นภาระให้กับสิ่งแวดล้อมทั้งในวันนี้และในอนาคต

สำหรับภาคธุรกิจที่อยู่อาศัย โลกร้อนบีบบังคับให้การขายสินค้าบ้านจัดสรร หลังโอนกรรมสิทธิ์ ขายทุกแปลงแล้วไม่ได้จบความรับผิดชอบ หากแต่โลกเรียกร้องให้หันกลับมารับผิดชอบตั้งแต่กระบวนการผลิต การถมดิน การซื้อวัสดุ การขนส่ง การเดินทาง การทำลายวัสดุเหลือทิ้ง ฯลฯ

การตีกรอบวางเป็น 3 สโคปหลัก สโคปที่ 1 เรื่องของการใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน สโคปที่ 2 เรื่องของการใช้ไฟฟ้า สโคปที่ 3 เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยมากที่สุด มีตั้งแต่การขนส่งสินค้า-พนักงาน กำจัดของเสีย ปล่อยคาร์บอนจากการผลิตวัสดุ-การบำรุงรักษา-รีโนเวตอาคาร

โดยมีกิจกรรม 6 ด้านในการใช้อาคาร ได้แก่ 1.ก่อสร้างอาคารใหม่ 2.ปรับปรุงอาคาร 3.ซื้อ/เจ้าของอาคาร 4.ติดตั้ง ซ่อมบำรุง ซ่อมแซมอุปกรณ์ 5.ระบบเตือนภัยล่วงหน้า 6.รื้อถอนและเตรียมพื้นที่

“สโคปที่ 3 อาจไม่เกี่ยวข้องกับดีเวลอปเปอร์โดยตรง แต่สินค้าที่อยู่อาศัยมีการใช้งาน 30-50 ปี พฤติกรรมการอยู่อาศัยสร้างผลกระทบให้กับโลกร้อนเป็นเปอร์เซ็นต์ใหญ่ของโลก จึงจำเป็นต้องกลับมาดูต้นทางที่ไซต์โครงการ ออกแบบ ก่อสร้าง ดูแล และอยู่อาศัยยังไง ให้ลดผลกระทบโลกร้อนให้มากที่สุด”

RiskMitigation บรรเทาความเสี่ยง

หัวข้อถัดมา “การนำหลักปฏิบัติด้านความยั่งยืนมาใช้ในองค์กร เพื่อการพัฒนาอสังหาฯอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน” โดยวิทยากรจากบริษัทระดับประเทศ “ปรัศนีย์ สุระเสถียร” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธรรมาภิบาลและวางแผนองค์กรความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ FPT

ทุกวันนี้โลกรู้จักความยั่งยืนผ่านคำว่า ESG โดยพื้นฐานของการทำยั่งยืนตัวสำคัญที่สุด คือ G-Governance การกำกับกิจการ เพราะบริษัทมีกลไกที่ทำให้ E และ S มีกลยุทธ์ของการดำเนินการของทั้งองค์กร ซึ่ง FPT จัดทีมดูแลเฉพาะตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ในยุคที่ตลาดยังไม่ได้ตื่นตัวด้วยซ้ำไป วันนี้สิ่งที่ได้กลับมามีอย่างน้อย 7 เรื่องด้วยกัน

1.เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ ในไทยยังทำไม่เยอะ แต่เป็นที่นิยมในต่างประเทศ อาคารประหยัดพลังงานที่มีการออกแบบที่ดี ในระยะยาวทำให้มูลค่ากรีนบิลดิ้งสูงกว่าอาคารทั่วไป 20-30% 2.ดึงดูดผู้เช่าและผู้ลงทุน 3.Cost Saving ไม่ใช่ Cost Increase เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟใช้เวลา 6-7 ปีก็คืนทุนแล้ว เฉลี่ยผลตอบแทนปีละ 10% กว่า นั่นคือ บางทีการลงทุนระยะสั้น แต่เซฟวิ่งระยะยาว คุ้มกว่ากันเยอะเลย

4.กฎระเบียบ กฎหมายใหม่ ๆ ที่ควบคุมเข้มงวดและมีบทปรับ เช่น ปล่อยคาร์บอนเยอะก็เสียภาษีเยอะ แต่ถ้าลงทุนกระบวนการกรีนตั้งแต่วันนี้จะช่วยลดภาระภาษีสิ่งแวดล้อมได้ 5.สร้างชื่อเสียงให้กับองค์กร ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่าบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านความยั่งยืนจะมีมูลค่ามาก

6.นอกจากการบริหารความเสี่ยงแล้ว ยังเป็นการบรรเทาความเสี่ยง หรือ Risk Mitigation เช่น ถ้าไม่ลงทุนทำตั้งแต่ 5-6 ปีที่แล้ว วันนี้ทรัพย์สินอาจถูกน้ำท่วม มูลค่าก็ไม่เหลือ นั่นคือเป็นมุมมองควบคุมความเสี่ยง รักษาและปกป้องธุรกิจให้ได้อย่างไร

และ 7.แหล่งเงินทุนที่เปิดกว้างสำหรับกรีนโปรเจ็กต์ “ตัวอย่าง สวิตเซอร์แลนด์มีแหล่งทุนเยอะ มองหาที่ลงทุนในกรีนแอสเส็ต ไม่ได้มองบริษัทกำไรเท่านั้น คำถามแรกและถามลึก บริษัททำยั่งยืนหรือเปล่า”
โปรแกรมพบกันครึ่งทาง SBTi

สำหรับ Best Practices ของ FPT บริษัทเพิ่งได้รับใบรับรองจาก SBTi เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 สด ๆ ร้อน ๆ

คำอธิบายคือ เป้าหมายใหญ่สู่ Net Zero คือลดการปล่อยคาร์บอนเหลือ 0 ในปี 2050 แต่เป็นเป้าที่ยาวไกลมาก ทางสหประชาชาติ หรือ UN จึงคิดแพลตฟอร์มขึ้นมารองรับกลางทาง เรียกว่า SBTi ทำให้โดยอัตโนมัติทุกประเทศหรือองค์กรที่ให้คำมั่นจะทำเน็ตซีโร่ ต้องสมัครเข้าโปรแกรม SBTi เพื่อให้คำมั่นว่าจะลดลงครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ภายในปี 2030

โดย FPT คำนวณปีฐานในปี 2021 จากนั้นปี 2022 ตั้งเป้าลดปล่อยคาร์บอน -4.7%, ปี 2023 ลด -9.3%, ปี 2024 ลด -14% (ซึ่งทำสำเร็จแล้วเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา) และประกาศเป้าต่อเนื่องจนถึงปี 2030 ที่จะลดปล่อยคาร์บอน -42.0%

คัมภีร์เยี่ยมยุทธ์ 1 ข้อที่แชร์ประสบการณ์ยั่งยืน ก็คือ การสร้างบ้าน 1 หลัง เจ้าของบ้านมีการใช้พลังงานอย่างน้อย 50 ปี (คำนวณเบื้องต้นของอายุบ้าน)

วิธีการเรียบง่ายที่สุดในยุคนี้คือ ติดตั้งโซลาร์เซลล์มาพร้อมกับตัวบ้าน จะทำให้คะแนนยั่งยืนทำได้ตามเป้ามากที่สุด