ศึก Virtual Bank เดือด วิเคราะห์ 5 กลุ่มธุรกิจชิงไลเซนส์
ตอนนี้สิ่งที่หลายภาคส่วนกำลังจับตากัน ก็คือ ใครจะได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากหน่วยงานผู้กำกับประกาศไว้แล้วว่า รอบนี้จะอนุญาตให้เพียง 3 รายเท่านั้น
ขณะที่ล่าสุด หลังปิดรับคำขอเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ธปท.เปิดเผยจำนวนผู้ที่สนใจยื่นคำขออนุญาตเข้ามาทั้งสิ้น 5 รายด้วยกัน ทั้งนี้ คาดว่าจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้จัดตั้ง Virtual Bank ได้ภายในช่วงกลางปี 2568
เปิด 5 กลุ่มธุรกิจยื่นขอไลเซนส์
สำหรับ 5 กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าได้ยื่นคำขออนุญาต ได้แก่ 1.กลุ่มธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่ร่วมกับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ และ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) 2.กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ ที่ร่วมกับ KakaoBank จากเกาหลีใต้ และ WeBank ธนาคารดิจิทัลชั้นนำในจีน
3.กลุ่มธนาคารกรุงเทพ (BBL) ร่วมกับ บมจ.วีจีไอ (VGI) บริษัทลูกของ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS), ซีกรุ๊ป (Sea Group) จากสิงคโปร์ เครือสหพัฒน์ และไปรษณีย์ไทย 4.กลุ่ม ซี.พี. ร่วมกับพันธมิตรของแอสเซนด์ มันนี่ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น “ทรูมันนี่” อย่าง Ant Financial Services Group ในเครือ Alibaba ผู้ให้บริการทางการเงินระดับโลก และ 5.Lightnet Group ฟินเทคไทย ที่ร่วมกับ WeLab จากฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้นำ Virtual Bank ในเอเชีย-แปซิฟิก

“3 กลุ่ม” โอกาสสูงคว้าไลเซนส์
ส่วนใครจะคว้าไลเซนส์ในรอบนี้ ซึ่งจะมีแค่ 3 ราย ตามแนวทาง ธปท.นั้น “ตฤณ สิทธิสวัสดิ์” นักวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า เบื้องต้นคาดว่าผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตในรอบแรก น่าจะเป็น 1.กลุ่ม KTB ที่มีจุดเด่นที่ฐานข้อมูลลูกค้าขนาดใหญ่ จากทั้งลูกค้าเครือข่ายโทรศัพท์ของ AIS ฐานลูกค้าของธนาคารเอง ที่มีผู้ใช้งานแอปเป๋าตัง รวมถึงสมาชิกบัตร Blue Card ของ OR นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรอย่าง GULF ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับ Cloud และ Digital Asset ที่สามารถต่อยอดให้บริการกับ Virtual Bank ได้
ขณะที่กลุ่มที่ 2 น่าจะเป็นกลุ่ม BBL ค่อนข้างน่าสนใจ จากการเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรของ SEA ที่เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Shopee และ Garena รวมทั้งได้ไปรษณีย์ไทยเข้าร่วมเพิ่มเติม ช่วยลบข้อเสียเปรียบด้านฐานลูกค้าออกไป และการที่มี Marketplace ขนาดใหญ่อย่าง Shopee ด้วย จะเป็นจุดแข็งสำคัญ
และกลุ่มที่สาม กลุ่ม SCBX มีจุดเด่นอยู่ที่ฐานลูกค้าของ SCBX ที่ปัจจุบันมีข้อมูลลูกค้าที่เป็น Underbanked มากขึ้น จากการขยายธุรกิจ Consumer Finance อย่างจำนำทะเบียน, สินเชื่อดิจิทัล และ Robinhood (อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขายกิจการให้ผู้สนใจ) และมี Know-how จาก Virtual Bank ที่ประสบความสำเร็จในเกาหลีใต้และจีน ทำให้มีโอกาสที่จะนำรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้วมาประยุกต์ใช้กับ Virtual Bank ในไทย
เชื่อขาดทุน 3-5 ปี-ถูกกำกับเข้ม
“ตฤณ” กล่าวว่า คาดว่าในช่วง 2-3 ปีแรก Virtual Bank จะอยู่ในช่วงที่จะถูก ธปท.กำกับดูแลการดำเนินงานอย่างเข้มงวด ทั้งการให้บริการ การออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อและเงินฝาก ความปลอดภัยของข้อมูล และการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้การขยายธุรกิจจะค่อนข้างจำกัด จึงมองว่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า ส่วนแบ่งกำไรที่ธนาคารจะได้รับจาก Virtual Bank จะค่อนข้างจำกัด หรืออาจจะขาดทุน จนกว่า Virtual Bank จะผ่านเกณฑ์ของ ธปท.
“จะเริ่มเห็นผลบวกของ Virtual Bank ที่ชัดเจนขึ้น ทั้งในมิติ 1.ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่สูงกว่าสินเชื่อดั้งเดิมของธนาคาร 2.รายได้ค่าธรรมเนียมจากการทำ Upselling และ Cross Selling และ 3.สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้รวม (Cost to Income Ratio) ที่ต่ำกว่าธนาคารดั้งเดิม ซึ่งในต่างประเทศ CIR ของ Virtual Bank อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 40% ส่วน CIR ของธนาคารไทยอยู่ในระดับ 40-50%”
ศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศ
ด้าน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า Virtual Bank ของประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ที่ธนาคารกลางออกใบอนุญาต 5 ใบอนุญาต เมื่อปี 2562 ขณะที่มาเลเซียมี 6 ใบอนุญาต เมื่อปี 2565 ซึ่งพบว่า ผู้เล่นหลักในสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นกลุ่มเดียวกันคือ Grab และ Singtel ส่วนผู้เล่นรายอื่น ๆ มาจากฟินเทคและสตาร์ตอัพในประเทศ ส่วนอินโดนีเซียมี 9 ใบอนุญาต
“ทั้งหมดนี้ ในทุกประเทศยังไม่มีกิจการไหนที่ทำกำไรได้เลย เป็นธุรกิจที่ขาดทุนไปอย่างน้อย 3-5 ปี ยกเว้นเกาหลีใต้ที่มี 3 ใบอนุญาต Kakao, KBank และ Toss Bank สามารถทำกำไรได้ภายในเวลาน้อยกว่า 3 ปี เนื่องจากการกำหนดเป็นธนาคารเฉพาะทาง (Specialized Bank)”
ทั้งนี้ ในเอเชียพบว่า Virtual Bank ที่เปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบันใช้โมเดลธุรกิจ 2 แบบด้วยกันคือ 1.แบบเฉพาะทาง (Specialized Virtual Bank) และ 2.แบบทั่วไป (Virtual Bank for All)
ทั้งนี้ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดว่ากลุ่ม KTB, BBL และ ซี.พี. น่าจะได้ใบอนุญาตในรอบแรก โดย 3 ธนาคารใหญ่ที่ยื่นขอใบอนุญาต ได้แก่ KTB, BBL และ SCB คาดว่าจะส่งผลดีกับ KTB และ BBL แต่อาจจะไม่ส่งผลดีกับ SCB เพราะหากธนาคารนำ Virtual Bank ไปใช้ให้บริการด้านการธนาคารสำหรับรายย่อย จะทับซ้อนกับธุรกิจที่มีอยู่แล้ว
ขณะที่กรณีของ BBL ที่มีสัดส่วนธุรกิจรายย่อยต่ำ ยังมีโอกาสจะขยายฐานลูกค้ารายย่อยได้จากฐานลูกค้ารายย่อยที่มีขนาดใหญ่ของพันธมิตร
ส่วน KTB และพันธมิตรมีแนวโน้มจะได้อานิสงส์มากที่สุด ในแง่ของการใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) จาก AIS และ OR ซึ่งจะสามารถขยายสินเชื่อเพิ่มในอนาคต จากฐานลูกค้าที่อยู่นอกระบบธนาคาร
“เมื่อศึกษาจากบทเรียน Virtual Bank ในต่างประเทศ พบว่าในช่วงแรกที่เริ่มเปิดดำเนินการ ผู้เล่นรายใหม่จะพยายามเข้ามาแทรกแซงกลยุทธ์ทางด้านของการระดมเงินฝาก และรายได้ค่าธรรมเนียม ซึ่งจะเป็นความท้าทายต่อธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิม”
จากการวิเคราะห์ของ 2 โบรกเกอร์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า 2 กลุ่มธุรกิจคือ “KTB” กับ “BBL” ได้รับการคาดหมายว่าจะได้ไลเซนส์ในรอบนี้มากที่สุด ขณะที่รายที่ 3 ยังต้องลุ้นระหว่างกลุ่ม “ซี.พี.” กับ “SCBX”
สุดท้าย จะเป็นใครบ้าง คงต้องติดตามกันต่อไป