เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

Game Changer ธุรกิจประกันชีวิต จาก “ผู้เสนอ” เป็น “ผู้สนอง”

29 พ.ค. 2561 | 15:35น.
“ดิจิทัล ดิสรัปชั่น” ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจและผู้บริหารในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงิน แต่สำหรับ “ธุรกิจประกันชีวิต” อาจแตกต่าง “สาระ ล่ำซำ” กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต เล่าถึง Game Changer ของธุรกิจประกันชีวิตว่า เรื่องของดิสรัปชั่นส่วนใหญ่จะพูดถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีและดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่มาพร้อมกับลูกค้ากลุ่มเจนวายและกลุ่มมิลเลนเนียลที่มีพฤติกรรมและแนวคิดแบบใหม่

แม้ว่าธุรกิจประกันก็หนีไม่พ้นกระแสดิสรัปชั่น แต่ภาพดิจิทัล ดิสรัปชั่นที่เกิดขึ้นแบบ “อินชัวร์เทค” ในธุรกิจประกันชีวิตยังเห็นไม่ชัด อินชัวร์เทคที่เกิดขึ้นจะอยู่ในธุรกิจประกันวินาศภัยมากกว่า ที่เกิดแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าให้สามารถซื้อครบจบในครั้งเดียวแบบรวดเร็วทันใจ เช่น ประกันรถยนต์ เพราะว่าเป็นเหมือนคอมมิวนิตี้โปรดักต์

แต่ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตมีความซับซ้อน ดังนั้นแม้ว่า “อินชัวร์เทค” ในธุรกิจประกันชีวิตจะเกิดขึ้นได้ แต่กับเฉพาะแบบประกันบางประเภทเท่านั้น ที่ไม่มีความซับซ้อน เช่น แบบประกันสะสมทรัพย์

“แม้ประกันชีวิตยังไม่เจออิมแพ็กต์ของอินชัวร์เทคโดยตรง แต่ธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนและปรับ เพราะพฤติกรรมและความคิดของลูกค้าเปลี่ยน จะใช้หลักการเดิม ๆ ที่คิดว่าประกันแบบหนึ่งจะตอบสนองผู้บริโภคทั้งหมด ไม่ได้แล้ว จะต้องพัฒนาโปรดักต์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคล (one to one) มากขึ้น”

“สาระ” อธิบายว่า โลกของดิจิทัลที่เกิดขึ้นทำให้การทำธุรกิจต้องล้อไปกับเรื่อง “ดาต้า” เพราะพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปและมีความต้องการเฉพาะตัวมากขึ้น ซึ่งการจะรู้จักตัวตนลูกค้าจึงต้องมาจาก “ดาต้า” ที่สามารถวิเคราะห์และดูได้ว่าความจำเป็นกับความต้องการของลูกค้าคืออะไร

“ยุคนี้ขายประกันต้องใช้ “เทคโนโลยี” บวก “ดาต้า” เพื่อตอบสนองความจำเป็นและความต้องการของลูกค้า และอีกหัวใจของความสำเร็จในการขายคือต้องสื่อสารให้ “ง่าย” ทำความเข้าใจด้วยภาษาของคนทั่วไป ไม่ใช่พูดภาษาประกัน”

นี่คือ Game Changer ของธุรกิจประกันชีวิต

อย่างไรก็ตาม “สาระ” ยืนยัน ธุรกิจประกันชีวิตยังจำเป็นต้อง “ขาย” หรือต้อง “Push” เพราะต้องยอมรับประกันชีวิตไม่ใช่สินค้าที่คนจะสนใจและเข้ามาเลือกซื้อเอง

แม้ว่าจะมีช่องทางดิจิทัลที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น แต่ธุรกิจประกัน “ตัวแทนขาย” ยังถือว่าเป็นช่องทางสำคัญ เพียงแต่วิธีการขายต้องเปลี่ยน คือต้องขายแบบเป็น “ผู้สนอง” ไม่ใช่ “ผู้เสนอ”

“สาระ” อธิบายว่า วิธีการขายแบบเดิม ๆ มักมาจากมุมมองของคนทำธุรกิจประกัน ว่าจะเสนออะไรให้ลูกค้าแบบ “Inside Out” แต่โลกที่เปลี่ยนไป เจเนอเรชั่นลูกค้าที่เปลี่ยนไป และความคิดของคนที่เปลี่ยน รวมทั้งยุคดิจิทัลที่ทำให้

ข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันได้ในหลากหลายมิติ ทำให้ธุรกิจประกันต้องเปลี่ยนมุมมองความต้องการของลูกค้าเป็นแบบ “Outside-in”

ด้วยการเป็น “ผู้สนอง” คือต้องฟังและวิเคราะห์ความต้องการและข้อมูลของลูกค้า เพื่อที่จะ “สนองในสิ่งที่ใช่”

นั่นหมายความว่า ช่องทางการขายต้องมีองค์ความรู้ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และการวิเคราะห์ โดยต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็น และการตอบสนองในโลกใหม่ต้องรวดเร็ว ซึ่งวันนี้เทคโนโลยีมาแบบเต็มที่ อย่างที่บริษัทกำลังนำ E-Application มาใช้ รวมถึงวิธีการ Underwriting โดยที่ทุกอย่างสามารถที่จะเบ็ดเสร็จได้ในตัวเอง

ทั้งนี้ แม้ว่าเทคโนโลยีจะตอบสนองได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ กฎหมายกำกับดูแลธุรกิจประกันก็จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับกับโลกใหม่ และเอื้ออำนวยการปรับเปลี่ยนของธุรกิจด้วย

“สาระ” ย้ำว่า ช่องทางหลักของธุรกิจประกันยังคงเป็น “ตัวแทน” ต่อให้มีอินชัวร์เทคเข้ามา แต่ช่องทางตัวแทนก็จะยังอยู่คู่กับธุรกิจประกันชีวิตไปอีกยาวนาน เพราะสำหรับประกันชีวิต ยิ่งผลิตภัณฑ์มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น ยิ่งต้องอาศัยเรื่องของ Human trust หรือความไว้วางใจจากมนุษย์มากขึ้น เพียงแต่การที่จะสู้กับโลกใหม่ ตัวแทนจะต้องปรับตัวเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “ผู้ให้คำปรึกษา”

นั่นคือ 1.ต้องรู้จักผลิตภัณฑ์ให้ถึงกึ๋น 2.ต้องรู้จักการบริการให้ถึงกึ๋น 3.ต้องรู้จักเทคโนโลยีและใช้เป็น 4.นำเสนอข้อมูลเพื่อตอบสนองในสิ่งที่ลูกค้าเสนอได้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทุกช่องทางจะต้องปรับเช่นกัน

“ช่องทางการขายประกันยังเป็นช่องทางแบบ Face-to-Face ที่ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี และกฎหมายประกันก็จะต้องล้อไปกับตรงนี้ด้วย”

นอกจากการปรับเปลี่ยนของ “ช่องทาง” แล้ว ในแง่ของการดีไซน์ผลิตภัณฑ์ก็ต้องตอบสนองกับโลกที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

“สาระ” ยอมรับว่า โลกธุรกิจวันนี้ “Data Analytics” คือหัวใจหลัก เพราะวันนี้เซ็กเมนต์ของลูกค้าไม่ใช่แค่เรื่อง เพศ อายุ รายได้ หรือไลฟ์สไตล์ แต่ต้องวิเคราะห์ทั้งหมดในทุกมิติ การสร้างโปรดักต์จะต้องทำ Design Thinking โดยไปหยิบตัวลูกค้าในแต่ละแคแร็กเตอร์และดู Journey ของลูกค้าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะตอบสนองลูกค้าทั้งในรูปผลิตภัณฑ์และบริการได้ตรงกับความต้องการและความจำเป็นของลูกค้า

“ธุรกิจประกันชีวิตวันนี้เมื่อไปนั่งวิเคราะห์ข้อมูล ต้องยอมรับว่าองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีทางการแพทย์ ประกอบกับคนไทยที่มีอายุยืนขึ้น ทำให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีอะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น เช่น เดิมเป็นการทำประกันสำหรับผู้ที่ไม่ป่วย ถ้าป่วยก็จ่ายแล้วจบกันไป แต่วันนี้เริ่มเห็นกรมธรรม์สำหรับขายกลุ่มผู้ป่วยเลย”

ขณะเดียวกันกระแสรักสุขภาพก็กลายเป็นตัวช่วยธุรกิจประกันได้อย่างมหาศาล ทำให้บริษัทประกันมีการพัฒนาโปรดักต์สุขภาพหลากหลาย เช่น การออกแบบประกันที่เรียกว่า “dynamic pricing” คือเมื่อลูกค้าดูแลตัวเองมากขึ้น ก็จะจ่ายเบี้ยประกันถูกลง

เช่นที่ของบริษัทได้ทำโปรดักต์ “เบาหวานแบทเทอร์แคร์” เล่นกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งหากผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับค่าน้ำตาลในเลือดให้ลดลงได้ เบี้ยก็จะลดลง และนี่เป็นตัวอย่างของโปรดักต์ที่ออกมาจาก Sandbox เพื่อทดลองขาย เป็นการพัฒนาโปรดักต์ลงมาเล่นกับเซ็กเมนต์ที่เราไม่เคยคิดที่จะรับประกันและให้ความคุ้มครอง

อย่างไรก็ตาม “สาระ” ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ของประกันไม่ใช่จบแค่กรมธรรม์ แต่หมายถึงทั้งกระบวนการ เรื่องของบริการ โดยเฉพาะธุรกิจประกันชีวิตเป็นเรื่องระยะยาว กรมธรรม์เป็นแค่จุดเริ่มเท่านั้น

นอกจากนี้โลกธุรกิจวันนี้ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขผลตอบแทน ผลดำเนินงานต่าง ๆ เท่านั้นอีกต่อไป แต่ต้องดูถึง “ความพึงพอใจของลูกค้า” รวมทั้งเรื่อง Share of mind share of Trust มากขึ้น เหล่านี้คือสิ่งที่เปลี่ยนไปและกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางธุรกิจ

นอกจากนี้ซีอีโอเมืองไทยประกันชีวิตระบุว่า ต้องเข้าใจว่าธุรกิจประกันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ลูกค้า เป็นแค่ชิ้นเล็ก ๆ อันหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องมองการเชื่อมต่อกับอีโคซิสเต็มส์ พาร์ตเนอร์อื่น ๆ ซึ่งมีความหมายอย่างมหาศาลในการที่จะตอบสนองในมุมของลูกค้า ทั้งยังเป็นการต่อยอดและสร้างโอกาสใหม่ ๆ แต่การจับมือจะลึกแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับบิสสิเนสโมเดล

“สาระ” ยอมรับว่า สิ่งที่ยากที่สุดที่ทุกธรกิจกำลังเผชิญคือ การเปลี่ยนสิ่งเดิม ๆ โดยเฉพาะระบบการทำงานและวิธีคิดแบบเดิม ๆ ของพนักงานในองค์กร ซึ่งเจอปัญหากันเกือบทุกอุตสาหกรรม และจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สตาร์ตอัพเกิดขึ้น เพราะเขามองจากข้างนอกที่เห็นทั้งช่องโหว่และโอกาส

“โลกวันนี้เปลี่ยนเร็วจนน่าตกใจ บริษัทต้องปรับตัวให้ทัน ต้องไม่ไปยึดติด Legacy ขณะที่ยังต้องบริหารจัดการเรื่องต้นทุนด้วย”

“สาระ” ให้มุมมองว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเห็นการแข่งขันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเห็นบิสซิเนสโมเดลใหม่ ๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นทั่วโลก เรียกว่าไอเดียเยอะมาก ไปฟังคอนเฟอเรนซ์ที่ไหนได้ยินเหมือนกันหมด อ้างอิงถึงกันหมด แต่ที่เป็นความท้าทายที่สุดคือเรื่อง “Execution” เพราะส่วนใหญ่จะไปตายตอนลงมือทำ เพราะติดอยู่ใน Legacy เดิม ๆ รวมทั้งข้อจำกัดของทรัพยากร ทั้งเรื่องเงินทุนและคนที่มีทาเลนต์

ที่สำคัญที่สุดคือคนต้องเปลี่ยน Mindset ให้ทัน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในองค์กรที่ทำเรื่องบริการ และคนที่เป็นช่องทางต้องเปลี่ยน Mindset ให้ทัน

“นี่คือความท้าทายยิ่งใหญ่ ที่หลาย ๆ องค์กรกำลังเจอ สำหรับเมืองไทยประกันชีวิตยังไปไม่ถึง เพราะกำลังปั้นกันอยู่ มีไอเดียสะพรั่ง ขณะเดียวกันยังต้องรันธุรกิจปัจจุบันไปให้ได้ด้วย ต้องวิ่งคู่ขนานกันไป” สาระกล่าวและว่า

อีกหนึ่งความท้าทายที่ดิสรัปต์ธุรกิจประกันชีวิตคือ “Regulatory Disrupt” เรื่องนี้เป็นอะไรที่ผมค่อนข้างจะเป็นห่วงมาก หมายความว่ากฎเกณฑ์ กฎหมายต่าง ๆ ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปด้วย”

ซีอีโอเมืองไทยประกันชีวิตทิ้งท้ายว่า หัวใจของธุรกิจประกันชีวิตคือ “ความเชื่อมั่น” (TRUST) ต่อตัวองค์กรและผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าโลกธุรกิจในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร เพียงแต่ในอนาคตจะมีความลึกซึ้งมากขึ้นและเป็นเฉพาะบุคคลมากขึ้น โดยมี “ดาต้า” และ “เทคโนโลยี” เป็นตัวช่วย