หลักประกัน
ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยกำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น สะท้อนได้จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในช่วง 8 เดือนแรก (ม.ค.-ส.ค.) ปี 2567 มีอยู่ประมาณ 10,000 ราย ปิดกิจการลง โดยภาคอีสานและภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่ผู้ประกอบการมีความเปราะบางที่สุด
โดยต้องยอมรับว่าการเข้าถึงเงินทุน มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของเอสเอ็มอีเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาสถาบันการเงินได้มีการเพิ่มความเข้มงวดและเงื่อนไขมากมาย ทำให้การเข้าถึงเงินทุนลำบาก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ซึ่งคิดเป็น 99% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในประเทศจำเป็นต้องหาทางรอดเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปให้ได้
6 สินทรัพย์หลักประกันเงินกู้
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่ช่วยเสริมแกร่งเอสเอ็มอี ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยผ่านการใช้กฎหมาย “พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ” เป็นเครื่องมือในการเพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีสามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและขอสินเชื่อ
สำหรับ “ทรัพย์สิน” ที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้ ได้แก่ 1.กิจการ คือทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น ที่ดิน อาคาร และรถยนต์ 2.สิทธิเรียกร้อง ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ไม่ว่าจะได้รับชำระหนี้เป็นเงิน หรือได้รับชำระหนี้เป็นทรัพย์สินอย่างอื่น 3.สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบในการผลิตสินค้า
4.อสังหาริมทรัพย์ ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง ได้แก่ ที่ดิน อาคารสถานที่ เช่น ผู้ประกอบกิจการหมู่บ้านจัดสรร หรือจัดสรรที่ดินเปล่า สามารถนำที่ดินหรืออาคารสถานที่มาเป็นหลักประกันได้ 5.ทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และความลับทางการค้า เป็นต้น และ 6.สินทรัพย์อื่น ๆ เช่น ไม้ยืนต้น

ยอดจด “หลักประกัน”
ล่าสุดสถิติจำนวนการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันธุรกิจ และมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ตั้งแต่กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจเริ่มมีการบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2559-27 กันยายน 2567 มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจจำนวน 853,811 คำขอ จำนวนหลักประกัน 18,494,314 ล้านบาท มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจำนวน 81,896 คำขอ จำนวนหลักประกัน 15,215,312 ล้านบาท และมีการจดทะเบียนยกเลิกสัญญาจำนวน 349,490 คำขอ จำนวนหลักประกัน 4,184,641 ล้านบาท
หากดูสถิติ 8 เดือนแรก (ม.ค.-ส.ค.) ปี 2567 พบว่ามีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจใหม่จำนวน 34,588 คำขอ มีคำขอเข้ามาเฉลี่ยต่อวันถึง 214 คำขอ มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจำนวน 3,677 คำขอ เฉลี่ยต่อวัน 23 คำขอ และมีการจดทะเบียนยกเลิกสัญญาจำนวน 67,155 คำขอ เฉลี่ยต่อวัน 415 คำขอ
หากแยกรายประเภท จะพบว่าทรัพย์สินที่ยื่นขอหลักประกันทางธุรกิจมากที่สุด คือสิทธิเรียกร้อง กิจการ สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม้ยืนต้นและทรัพย์สินทางปัญญากลับเป็นประเภทสินทรัพย์ที่นำมาจดทะเบียนเป็นหลักประกันน้อย
ลุยส่งเสริม ‘ไม้ยืนต้น’
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2568 กรมมีแนวทางที่จะส่งเสริมและให้ความรู้ผู้ประกอบการในการเข้าถึงหลักประกันธุรกิจให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มไม้ยืนต้นและทรัพย์สินทางปัญญา เพราะต้องยอมรับว่า ในสองกลุ่มนี้ยังมีการนำมายื่นเป็นหลักประกันธุรกิจน้อยมาก หากเทียบกับสิทธิเรียกร้อง กิจการ สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ แต่ทั้งนี้ เมื่อดูภาพรวมการเข้ามาจดหลักประกันธุรกิจ พบเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 400-500 ราย ดังนั้น จึงควรจะส่งเสริมและให้ความรู้ผู้ประกอบการ หรือแม้เกษตรกรเข้าใจหลักประกันธุรกิจให้มากขึ้น
“ปีหน้ากรมจะเดินหน้าและเชิญชวนให้ผู้ประกอบการที่มีไม้ยืนต้นและทรัพย์สินทางปัญญานำมาจดหลักประกันธุรกิจ และนำไปใช้ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนกับสถาบันทางการเงินให้มากขึ้น โดยมีแผนจะร่วมกับหน่วยงานและสถาบันการเงิน ในการลงพื้นที่ให้ความรู้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ ในการนำไม้ยืนต้น หรือทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเป็นหลักประกันธุรกิจ
หลังจากลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายไปแล้ว จังหวัดต่อไปที่มองคือจังหวัดราชบุรี ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการนำไม้ยืนต้นเข้ามาเป็นหลักประกันแล้วจำนวน 2 ราย อนาคตกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมจะเข้ามามีส่วนสำคัญ การส่งเสริมให้ปลูกต้นไม้ และจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของต้นไม้ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ก็จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในอนาคตด้วย”
นอกจากนี้ กรมจะหารือกับหน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาและกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการหารือ และพิจารณาหลักเกณฑ์ในการนำทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเป็นหลักประกัน เพื่อเพิ่มช่องทางและโอกาสให้ผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้นด้วย
ปลดล็อกอุปสรรค SMEs
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจถือว่าเป็นช่องทางสำคัญให้กับผู้ประกอบการได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันทางการเงิน แต่ที่ผ่านมายังติดในเรื่องของเงื่อนไขและการเข้าถึงยังไม่ได้สะดวกมากนัก โดยเฉพาะการนำทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันธุรกิจ เทียบกับสินทรัพย์บางอย่าง เช่น กิจการ สิทธิเรียกร้อง ที่รวมไปถึงวัตถุดิบคงค้าง หรือสต๊อกสินค้า ที่จะสามารถนำไปเป็นการทำหลักประกันธุรกิจมากกว่า
แต่ก็ยังไม่ได้สะดวกเต็มที่มากนัก ยังต้องการให้มีการพิจารณาเพิ่มเติมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการให้ได้มากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะเอสเอ็มอีถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจุบันเอสเอ็มอีกำลังประสบปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะในปัญหาสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามทางเศรษฐกิจเข้ามากระทบการทำธุรกิจมากขึ้น
อีกทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีลดลง ผลจากการดิสรัปต์ของเทคโนโลยีระบบ AI ที่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และยังมีปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ปัญหาสังคมผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 20% ของประชากร และปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยที่เป็นภาระต่อหนี้สินให้กับผู้ประกอบการ
แนวทางสำคัญในการผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหันมาใช้หลักประกันทางธุรกิจมากขึ้น เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน จะต้องเพิ่มการวางแนวทางในการกำหนดมาตรฐาน จากปัจจุบันไม่มีมาตรฐาน หรือผู้ประเมินกลางในการประเมินสินทรัพย์ประเภททรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งรวมไปถึงการคำนวณมูลค่าทางตลาดทรัพย์สินทางปัญญาก็ยังไม่มีกลไกรองรับ จึงยังเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอยู่ อีกทั้งยังต้องการให้มีการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านหลักประกันทางธุรกิจมากขึ้นด้วย