วิจัยกรุงศรีฯ คงจีดีพีปี’67 อยู่ที่ 2.4% มอง กนง.คงดอกเบี้ยถึงสิ้นปี
GDP
วิจัยกรุงศรีฯ คงประมาณการจีดีพีปี’67 ขยายตัว 2.4% แม้จะมีแรงส่งแจกเงิน 10,000 บาท แต่โดยกระทบจากอุทกภัย พร้อมคาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปี ก่อนปรับลด 2 ครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี’68 เหตุภาวะการเงินตึงตัว-ผลเชิงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง-ช่องว่างดอกเบี้ยเฟด
วันที่ 8 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิจัยกรุงศรีฯ ประเมินเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคมได้แรงหนุนหลักจากการส่งออก ขณะที่การฟื้นตัวในรายสาขาอื่นยังเปราะบาง ธปท. รายงานเศรษฐกิจโดยรวมเดือนสิงหาคมทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวต่อเนื่อง (+3.6% MOM sa) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราวจากการเร่งส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปไปยังประเทศคู่ค้าที่ขาดแคลน การส่งออกยางไปอินเดีย
ขณะที่ภาคท่องเที่ยวชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง (-6.7%) โดยเฉพาะจากจีนและมาเลเซียหลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า ด้านการใช้จ่ายในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (+0.5%) ตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน ส่วนการลงทุนภาคเอกชนลดลง (-3.3%) จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ด้านการผลิตอุตสาหกรรมกลับมาหดตัว (-3.0%) หลังจากเร่งไปในเดือนก่อน กอปรกับสินค้าคงคลังในหลายหมวดยังอยู่ในระดับสูง
วิจัยกรุงศรีประเมินแรงส่งจากการใช้จ่ายในประเทศที่แผ่วลงในช่วงไตรมาส 3 อาจกลับมากระเตื้องขึ้นได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการโอนเงินให้กับกลุ่มเปราะบางรายละ 10,000 บาท วงเงินรวม 1.45 แสนล้านบาท โดยภาครัฐดำเนินการโอนแล้วในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกต่อ GDP ปีนี้ +0.2% ถึง +0.3%
อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรีฯยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 2567 ไว้ที่ 2.4% เนื่องจากผลบวกจากมาตรการข้างต้นอาจถูกลดทอนด้วยผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่สร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
โดยในกรณีฐาน (Base Case) วิจัยกรุงศรีคาดว่าจะมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจะอยู่ที่ประมาณ 8.6 ล้านไร่ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรและทรัพย์สินอื่น ๆ รวมแล้วประมาณ 46.5 พันล้านบาท หรือคิดเป็น -0.27% ของ GDP และหากกรณีเลวร้ายสุด (Worst case) พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเป็น 11 ล้านไร่ มีมูลค่าความเสียหายรวม 59.5 พันล้านบาท หรือคิดเป็น -0.34% ของ GDP
คาด กนง.ยังคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนตุลาคมนี้ แต่มีแนวโน้มเริ่มปรับลดในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 รมว.คลังเปิดเผยว่าหลังหารือกับผู้ว่า ธปท.ในหลายประเด็น อาทิ กรอบเงินเฟ้อ การแก้ไขหนี้ครัวเรือน และการแลกเปลี่ยนสถานการณ์เศรษฐกิจ พร้อมกับยืนยันว่ายังสนับสนุนหลักการการลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน
สำหรับการประชุม กนง.ครั้งล่าสุดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีมติ 6 ต่อ 1 ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% เนื่องจากประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่โน้มเข้าสู่ศักยภาพและการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน ส่วนการประชุมครั้งถัดไปจะมีขึ้นสัปดาห์หน้าในวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งนับเป็นการประชุมครั้งที่ 5 ของปีนี้
วิจัยกรุงศรีฯคาดการณ์ว่ากนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ จากปัจจัยสนับสนุน ดังนี้ 1.การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง โดยคาดว่าการเติบโตของ GDP จะปรับดีขึ้นสู่ 3.6% ในไตรมาส 4 จากราว 2.3% ในไตรมาส 3 จากแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งขึ้นหลังจากล่าช้าในช่วงก่อนหน้า
2.มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศจากการโอนเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ และ 3.อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ภายในสิ้นปี 2567 ล่าสุดอัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายนอยู่ที่ 0.61%
อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรีฯคาดว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เนื่องจาก 1.ภาวะการเงินที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้น โดยการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย (NPLs) จะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง
2.ผลเชิงบวกจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายทยอยลดลง และ 3. ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างสหรัฐ และไทยที่แคบลง หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแรงกดดันจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน จากปัจจัยเหล่านี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะลดลงสู่ระดับ 2.00% ภายในสิ้นปี 2568