”อาทิตย์“ SCBX ดึง AI สร้างรายได้ 75% เล็งคุมต้นทุน Virtual Bank ไม่เกิน 25%
อาทิตย์ นันทวิทยา
“อาทิตย์” เอสซีบี เอกซ์ ลุยดึง AI ขับเคลื่อนธุรกิจแบงก์ดั้งเดิม-แบงก์รูปแบบใหม่ ตั้งเป้ารายได้ 75% มาจาก AI ชี้ต้นทุนเป็นภูมิคุ้มกันด้านการแข่งขัน เล็งคุมต้นทุนต่อรายได้ Virtual Bank ไม่เกิน 25% เชื่อเป็นอาวุธที่ใช้ต่อสู้ในอนาคต หลังธุรกิจธนาคารรูปแบบเดิมต้นทุนเฉลี่ย 37-40%
วันที่ 25 ตุลาคม 2567 นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX กล่าวในงานสัมมนา “แผนฝ่าวิกฤตพิชิตสงคราม เศรษฐกิจยุค AI โอกาสของไทยและความเสี่ยง” ในหัวข้อ “AI FIRST ORGANIZATION” ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ ข่าวหุ้นธุรกิจ ว่าบริษัทได้ตั้งเป้าหมายแก่บริษัทในกลุ่ม SCBX ที่มีกว่า 10 บริษัทให้ความสำคัญกับการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในขั้นตอนกระบวนการที่มีอยู่ พร้อมกับตั้งเป้าภายในปี 2570 บริษัทจะมีรายได้ที่มาจาก AI ราว 75%

ขณะที่งบฯลงทุนรวมปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยเป็นงบลงทุนด้านเทคโนโลยี 60% และในจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนของ AI ประมาณ 10% ของงบฯลงทุนเทคโนโลยี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ การนำ AI จะมาช่วยตอบโจทย์และแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรค (Pain Point) เช่น เรื่อง Data Analytics นำข้อมูลมาวิเคราะห์การปล่อยสินเชื่อ เพื่อดูความสามารถของลูกค้าแต่ละราย หรือนำ AI เข้าไปช่วยตรวจสอบความผิดปกติของธุรกรรมและเอกสาร ซึ่งจากเดิมใช้คนเป็น 1,000 คน ปัจจุบันเหลือเพียงหลักร้อย และมีความรวดเร็วความแม่นยำมากขึ้น หรือการนำเอา AI มาช่วยจับกระแสสังคมทางด้านบวกและลบที่มีต่อองค์กร เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงการนำ AI มาใช้นั้น บริษัทจำเป็นต้องสื่อสารกับพนักงานให้พร้อมเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ได้มีการปรับใช้ โดยจะมีโปรแกรมขั้นพื้นฐาน และขั้นพัฒนา (Advance) ซึ่งคนที่มีการปรับตัวและนำไปปรับใช้จะได้รับโอกาสทั้งในเรื่องของเงินเดือน หรือรีวอร์ดที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้คนพยายามเดินหาโอกาสมากกว่าซุก หรือกลบงานของตัวเองไว้ว่าไม่เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบ เพราะในท้ายที่สุดองค์กรจะต้องเดินไปทางนั้น
อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้จะเห็นว่าโจทย์หลายอย่างยังมีข้อจำกัด เพราะองค์กรที่เกิดขึ้นมานานมีระบบ Core System ที่เก่าแก่ แต่เพื่อรักษาความมั่นคงจึงยังต้องรักษาไว้ แต่การตอบสนองลูกค้าทำได้ยาก ซึ่งจะเห็นตัวอย่างธนาคารในประเทศจีนที่ไม่สามารถต่อสู้กับฟินเทค เช่น Alipay จะเห็นว่า ICBC ได้มีการปรับตัวเองให้มีความทันสมัยรองรับลูกค้าได้ 600 ล้านคน และเห็นธนาคารอีก 3-4 แห่งกำลังดำเนินการอยู่
”หากเราทำเรื่องใหม่ ๆ แต่เอาความกลัวเป็นที่ตั้ง ทำให้สุดท้ายไม่ได้ทำสักที เพราะมั่วแต่ป้องกัน เราจึงมีการนำเอา Sandbox โดยการทำ Proof of Concepe ซึ่งจะเป็นด่านหน้าในการเข้าไปทดลอง และทำเป็น Scale Up ขึ้นมา เพราะยังไงในอนาคตยังไงก็ต้องเจอ แต่เราจะทำยังไงให้เกิดการ Adoption ให้ได้“
ทั้งนี้ บนโลกของการแข่งขันทั้งภายในและภายนอก และมีความผันผวน เช่น ธุรกิจเอสเอ็มอี ที่เสียเปรียบกับข้างนอกทุกรูปแบบ หากไม่ปรับตัวจะลำบาก ซึ่งต้นทุนจะทำให้ธุรกิจมีภูมิคุ้มกันในโลกที่ผันผวน หากองค์กรสามารถบริหารต้นทุนการดำเนินการได้ต่ำจะทำให้บริษัทนั้นมีภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ดี การลดต้นทุนไม่ควรลดในสิ่งที่ไม่ควรลด เช่น การลงทุนทางด้านเทคโนโลยี เพราะจะเป็นตัวที่จะมาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจและตอบโจทย์ที่นำ AI มาปรับใช้
ซึ่งหากดูปัจจุบันธนาคารในระบบดั้งเดิมมีต้นทุนสูงถึง 40% โดย SCBX มีต้นทุนอยู่ที่ 37% แต่หากดูเทคโนโลยีฟินเทค หรือแบงก์รูปแบบใหม่อยู่ในหลักกว่า 20% ดังนั้น ธนาคารที่มีต้นทุนกว่า 30% จะสามารถแข่งขันกับต้นทุนกว่า 20% ได้อย่างไร ดังนั้น การสร้างแบงก์ใหม่ในอนาคต ซึ่งหมายถึง Virtual Bank อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้รวม (Cost to Income) ต่ำกว่า 25% หากเทียบกับอุตสาหกรรมธนาคาร ซึ่งจะเป็นอาวุธที่ใช้ต่อสู้ในการดำเนินธุรกิจในอนาคต
“แบงก์เดิมมีความได้เปรียบด้านชื่อเสียง ฐานของทุน การมี Customer Centric ที่ใหญ่มากที่ควรรักษาฐานให้ใหญ่ต่อไป แต่การเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยที่บอกว่าเราจะไม่เป็นแบงก์แล้ว แบบนี้ไม่เอา แต่ต้องพยายามลีนตัวเองให้ได้มากที่สุด และปรับโฟกัสให้แหลมคม เพื่อทำภารกิจแต่ละแบบสำเร็จขึ้นได้ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ดังนั้น บนบริบทใหม่ในการทำธุรกิจ ต้องพยายามรักษาไว้ทั้งเครื่องยนต์เก่าและเครื่องยนต์ใหม่ไปพร้อมกัน ทำให้เครื่องยนต์โมเดิร์น และทำตัวเองให้เป็น Cash Cow ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดและกำไรสม่ำเสมอ“